หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ลีก : เยอรมนี VS อิตาลี

"อินทรีเหล็ก" เยอรมนี พร้อมจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามรอต้อนรับ "อัซซูรี่" อิตาลี ในศึกฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ลีก ลีก เอ กลุ่ม 3 นัดที่ 4 คืนวันที่ 14 มิ.ย.นี้


วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ลีก : เยอรมนี VS อิตาลี
วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ลีก : เยอรมนี VS อิตาลี

ยูฟ่า เนชั่นส์ลีก ลีก เอ กลุ่ม 3 นัดที่ 4

เยอรมนี VS อิตาลี

สนาม : โบรุสเซีย ปาร์ค, เมืองมึนเช่นกลัดบัค ประเทศเยอรมนี

เวลา : 01.45 น.


เยอรมนี

ฮันส์ ดีเตอร์ ฟลิค กุนซือ "อินทรีเหล็ก" เตรียมปรับทัพบางตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้พวกนักเตะสายเลือดใหม่ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในบางจุด และพร้อมให้พวกนักเตะมากประสบการณ์ลงไปช่วยประคองในฐานะรุ่นพี่ด้วย โดยคาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนแนวรุกมากที่สุด เพราะยังไม่ค่อยลงตัวเสียเท่าไรนัก แต่พร้อมให้ โธมัส มุลเลอร์ เป็นตัวหลักค่อนข้างแน่ ส่วนรายอื่นๆ ในแดนหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมของแท็คติก และน่าจะใช้ปีกเพื่อเน้นการขึ้นเกมทางริมเส้นทั้ง 2 ฝั่ง จึงน่าจะเป็นโอกาสของพวกผู้เล่นที่มีความสูงได้ด้วยเช่นกัน


11 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 4-2-3-1

มานูเอล นอยเออร์, นิคลาส ซูเล่, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, ธีโล่ เคห์เรร์, เบนจามิน เฮนริชส์, โจชัว คิมมิช, อิลคาย กุนโดกาน, เลรอย ซาเน่, แซร์จ กนาบรี้, โธมัส มุลเลอร์, ไค ฮาเวิร์ตซ


ผู้รักษาประตู : ยังคงเป็นหน้าที่ของ มานูเอล นอยเออร์ ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่ง และพร้อมสวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมต่อไป ส่วน 2 นายด่านตัวสำรอง นั่นก็คือ โอลิเวอร์ เบามนน์ กับ เควิน ทรัปป์ ยังคงต้องรอโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงเหมือนเดิม

แนวรับ : ได้ให้โอกาส นิโก้ ชล็อตเตอร์เบ็ค กองหลังสายเลือดใหม่ลงเล่นแบบต่อเนื่องเลย แต่คาดว่าเกมนี้พร้อมเน้นความชัวร์เอาไว้ก่อน จึงน่าจะให้ นิคลาส ซูเล่ ลงไปยืนคุมแดนหลังร่วมกับ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ เพราะว่าเป็นคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟเบอร์หนึ่งในยุคปัจจุบันอยู่แล้วด้วย ทำให้ ลูคัส โคลสเตอร์มันน์ ซึ่งสามารถยืนเป็นกองหลังได้ต้องนั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน ส่วนแบ็กซ้ายน่าจะดร็อป ดาวิด เราม์ เพื่อให้ ธีโล่ เคห์เรร์ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ซึ่งจะยืนอยู่คนฝั่งกับ เบนจามิน เฮนริชส์ ทางด้านขวานั่นเอง

แดนกลาง : น่าจะเน้นไปที่ 2 มิดฟิลด์ประสบการณ์สูง นั่นก็คือ โจชัว คิมมิช กับ อิลคาย กุนโดกาน เพราะว่าถูกวางตัวให้เป็นคู่กองกลางเบอร์หนึ่งของทีมอยู่แล้วด้วย ส่วนในรายของ เลออน โกเรตซ์ก้า มีโอกาสสอดแทรกเป็นตัวจริงได้เหมือนกัน แต่คาดว่าจะต้องอยู่เป็นตัวสำรองอยู่ข้างๆ ของ โจนาส ฮอฟมันน์ รวมถึง แอนตัน สแตช ด้วยเช่นกัน

แนวรุก : ไม่มี มาร์โก รอยส์ ได้รับบาดเจ็บจนต้องขอถอนตัวออกไปแล้ว ส่วนในรายของ ลูคัส เอ็มเมช่า น่าจะต้องนั่งเป็นตัวสำรองไปก่อนในฐานะนักเตะสายเลือดใหม่ที่ยังคงต้องรอคอยโอกาสไปก่อน เพราะน่าจะให้ เลรอย ซาเน่ กับ แซร์จ กนาบรี้ ลงไปทำหน้าที่เป็นตัวริมเส้นทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้ ยูเลี่ยน บรันดท์ กับ ยามาล มูเซียล่า เตรียมนั่งอยู่ที่ข้างสนามต่อไป และพร้อมวาง โธมัส มุลเลอร์ สวมบทเป็นตัวปั้นเกมอยู่ด้านของกองหน้า ซึ่งยังคงต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาเวิร์ตซ แต่น่าจะเป็นโอกาสของรายหลังมากกว่า เพราะมักจะได้ลงสนามในเกมสำคัญอยู่เป็นประจำ


อิตาลี

โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือ "อัซซูรี่" พร้อมใช้ระบบโรเตชั่นนักเตะต่อไป เพื่อเปิดโอกาสให้พวกนักเตะสายเลือดใหม่ได้ลงสนามไปหาประสบการณ์ในเกมระดับชาติให้ได้มากที่สุด หลังตัดสินใจให้พวกนักเตะประสบการณ์ได้พักกันไปก่อน เพราะต้องการทดลองทีมด้วยการใช้งานพวกผู้เล่นหน้าใหม่ที่ได้มีการเรียกตัวให้มารับใช้บ้านเกิดกันแบบล้นทีมเลย โดยเฉพาะแนวรุกที่มีแต่พวกนักเตะผ่านการลงเล่นเกมระดับชาติไม่ถึง 10 เกมทั้งนั้นเลย แต่ว่าทำผลงานกันได้ดีแบบต่อเนื่องเลย จึงมีโอกาสก้าวเท้าขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมบ้านเกิดในอนาคตได้เหมือนกัน หากยังคงได้รับโอกาสให้ลงสนามแบบต่อเนื่อง


11 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

จานลุยจิ ดอนนารุมม่า, จานลูก้า มันชินี่, อเลสซานโดร บาสโตนี่, โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่, เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า, ไบรอัน คริสตันเต้, นิโกโล่ บาเรลล่า, ซานโดร โตนาลี่, ลอเรนโซ่ เปเยกรินี่, มัตเตโอ โปลิตาโน่, จามโคโม่ ราสปาโดรี่


ผู้รักษาประตู : ยังคงเป็นหน้าที่ของ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า พร้อมยืนเฝ้าเสาในฐานะมือหนึ่งต่อไป ซึ่งน่าจะต้องการเน้นความชัวร์ในเกมที่จะต้องเผชิญหน้ากับทีมยักษ์ใหญ่เหมือนกัน ทำให้ 2 นายด่านตัวสำรอง นั่นก็คือ อเลสซิโอ กราโญ่ และ อเล็กซ์ เมเรต ต้องรอคอยโอกาสลงสนามไปก่อน

แนวรับ : ไม่น่าจะให้ ฟรานเชสโก้ อาแชร์บี้ ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะมากประสบการณ์ที่สุดในทีมชุดนี้ด้วยวัย 34 ปีได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เพื่อให้คู่กองหลังสายเลือดใหม่ นั่นก็คือ จานลูก้า มันชินี่ กับ อเลสซานโดร บาสโตนี่ ได้ลงไปยืนคุมแดนหลังร่วมกัน ส่วนแบ็กขวารอชั่งใจเลือกระหว่าง โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ กับ ดาวิเด้ คาลาเบรีย แต่น่าจะให้รายแรกที่ผ่านเกมระดับชาติมามากกว่าได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง โดยจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า ซึ่งน่าจะได้รับโอกาสให้ยืนเล่นเป็นแบ็กซ้ายเหนือกว่า เฟเดริโก้ ดิมาร์โก ค่อนข้างแน่

แดนกลาง : มีตัวเลือกให้หยิบมาใช้งานได้หลายคนเลย แต่คาดว่า มานูเอล โลคาเตลลี่, มัตเตโอ เปสซิน่า รวมถึง ซัลวาตอเร่ เอสโปซิโต้ ไม่น่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นจริง เพราะน่าจะเป็นหน้าที่ของ ไบรอัน คริสตันเต้ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในตัวหลักไปแล้ว และน่าจะให้ นิโกโล่ บาเรลล่า มิดฟิลด์จากทีมชุดแชมป์ยูโร 2020 ลงไปช่วยยืนคุมเกมด้วย ส่วนอีกรายหนึ่งน่าจะให้ ซานโดร โตนาลี่ ได้ลงไปช่วยตัดเกม หลังทำผลงานได้โดดเด่นอยู่ไม่น้อย

แนวรุก : น่าจะขยับ ลอเรนโซ่ เปเยกรินี่ ขึ้นไปสวมบทเป็นตัวริมเส้นฝั่งซ้าย หลังจากที่เปิดโอกาสให้ วิลฟรีด กอนโต้ ดาวรุ่งวัย 18 ปีลงไปยืนเล่นตรงจุดนี้ แต่ทำผลงานยังไม่ค่อยเนียนตาเสียเท่าไรนัก ส่วนในรายของ มัตเตโอ โปลิตาโน่ น่าจะได้ทำหน้ามี่เป็นตัวริมเส้นฝั่งขวา เพื่อประสานงานกับ จามโคโม่ ราสปาโดรี่ ในฐานะกองหน้าตัวเป้านั่นเอง


สถิติการพบกันเอง

คู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 36 เกม ปรากฎว่า เยอรมนี มีสถิติเป็นรองอยู่พอสมควร โดยเป็นฝ่ายชนะ 8 เกม เสมอ 13 เกม และแพ้ 15 เกม ส่วนผลนัดล่าสุดที่บ้านของ "อินทรีเหล็ก" เกิดขึ้นในเกมนัดกระชับมิตรเมื่อปี 2016 ปรากฎว่า เยอรมนี เป็นฝ่ายชนะ 4-1 สำหรับผลการเจอกัน 5 เกมหลังสุด ปรากฎว่า อิตาลี ไม่พบกับชัยชนะแม้แต่นัดเดียว แต่ลงเอยด้วยผลเสมอถึง 4 เกม และเป็นฝ่ายแพ้แค่นัดเดียว


ผลการพบกัน 5 เกมหลังสุด

ปี 2013 อิตาลี เสมอ เยอรมนี 1-1 (ฟุตบอลนัดกระชับมิตร)

ปี 2016 เยอรมนี ชนะ อิตาลี 4-1 (ฟุตบอลนัดกระชับมิตร)

ปี 2016 เยอรมนี เสมอ อิตาลี 1-1 (ยูโร 2016 รอบ 8 ทีมสุดท้าย)

ปี 2016 อิตาลี เสมอ เยอรมนี 0-0 (ฟุตบอลนัดกระชับมิตร)

ปี 2022 อิตาลี เสมอ เยอรมนี 1-1 (ยูฟ่า เนชั่นส์ลีก ลีก เอ กลุ่ม 3)


ความน่าจะเป็น

แม้จะเต็มไปด้วยความสดใหม่จากฝีเท้าของพวกนักเตะเด็กหนุ่ม แต่ อิตาลี ยังคงต้องฟูมฟักประสบการณ์ในเกมระดับชาติให้กับผู้เล่นสายเลือดใหม่กันไปก่อน ซึ่งตรงกันข้ามกับ เยอรมนี ที่มีนักเตะพร้อมใช้งานได้ในทุกตำแหน่ง และผ่านการลงเล่นเกมระดับชาติกันมาแบบโชกโชนเลยด้วย คาดว่า "อินทรีเหล็ก" น่าจะมีโอกาสเก็บชัยในบ้านได้มากกว่า

ผลที่คาด : เยอรมนี ชนะ อิตาลี 2-1


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ฟุตบอล และ ข่าวสารอื่นๆ

ดู 107 ครั้ง