หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ลีก : อังกฤษ VS อิตาลี

"สิงโตคำราม" อังกฤษ พร้อมจัดทัพใหญ่รอต้อนรับ "อัซซูรี่" อิตาลี เพื่อลุ้นล้างแค้นจากนัดชิงยูโร 2020 ในศึกฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ลีก ลีก เอ กลุ่ม 4 คืนวันที่ 11 มิ.ย.นี้


ยูฟ่า เนชั่นส์ลีก ลีก เอ กลุ่ม 4

อังกฤษ VS อิตาลี

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม

เวลา : 01.45 น.


อังกฤษ

แกเรธ เซาธ์เกต กุนซือ "สิงโตคำราม" พร้อมจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามแน่นอน เพราะใช้งานพวกแข้งหลักได้เกือบทั้งหมด แต่อาจจะปรับทัพบางตำแหน่งเพื่อให้พวกนักเตะสายเลือดใหม่ได้ลงสนามในบางจุด โดยเฉพาะแดนกลางที่น่าจะมีปรับเปลี่ยนเล็กน้อย เนื่องจากว่ามีตัวเลือกให้หยิบมาใช้งานได้หลายคนเลย เพื่อลุ้นเก็บชัยล้างแค้นทีมเยือนให้ได้ด้วย หลังจากที่พลาดท่าแพ้จากนัดชิงยูโร 2020 ในช่วงดวลจุดโทษตัดสินเมื่อช่วงกลางปีก่อน


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 3-4-3

จอร์แดน พิคฟอร์ด, ไคล์ วอล์คเกอร์, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, จอห์น สโตนส์, รีซ เจมส์, ดีแคลน ไรซ์, เมสัน เมาท์ จูด เบลลิงแฮม, บูกาโย่ ซาก้า, แฮร์รี่ เคน, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง


ผู้รักษาประตู : ยังคงเป็นหน้าที่ของ จอร์แดน พิคฟอร์ด ต่อไปเหมือนเดิม เพราะว่าสวมบทเป็นมือหนึ่งอยู่แล้วนั่นเอง

แนวรับ : พร้อมให้ จอห์น สโตนส์ ยืนเป็นกองหลังคู่กับ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ต่อไป เพราะว่าเป็นตัวเลือกใน 2 อันดับแรกอยู่แล้ว ทำให้พวกแข้งสายเลือดใหม่ ไล่ตั้งแต่ ฟิกาโย่ โทโมริ กับ มาร์ค เกฮี รวมถึง คอนอร์ โคดี้ ต้องนั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน ส่วนแบ็กขวามีตัวเลือกให้หยิบมาใช้งานได้เพียบเลย แต่น่าจะเป็นโอกาสของ รีซ เจมส์ มากกว่า คีแรน ทริปเปียร์ รวมถึง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ซึ่งน่าจะต้องนั่งที่ข้างสนามไปก่อน ขณะที่แบ็กซ้ายน่าจะขยับ ไคล์ วอล์คเกอร์ ไปยืนตรงจุดนี้ตามตำแหน่งของนักเตะสาระพัดประโยชน์ที่ขยับไปเล่นได้เหมือนกัน เพราะแทบจะไม่ได้เรียกผู้เล่นในตำแหน่งนี้เข้ามาติดทีมเลย นอกเหนือจาก เจมส์ จิสติน แข้งดาวรุ่งที่ไม่น่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง

แดนกลาง : มีตัวเลือกให้ใช้งานได้หลายคนเลย จึงเตรียมสลับสับเปลี่ยนผู้เล่นในบางตำแแหน่ง แต่น่าจะให้ คอนอร์ กัลลาเกอร์ กับ เจมส์ วอร์ด-พราวส์ นั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน และน่าจะดร็อป คัลวิน ฟิลลิปส์ ให้นั่งอยู่ที่ข้างสนามด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้ จูด เบลลิงแฮม ได้ลงไปยืนคุมเกมร่วมกับ ดีแคลน ไรซ์ และ เมสัน เมาท์ ซึ่งพร้อมเป็นตัวยืนสำหรับการยืนคุมเกมในแผงมิดฟิลด์อยู่แล้ว

แนวรุก : ไม่มี ฟิล โฟเด้น ติดเชื้อโควิด-19 จึงต้องกักตัวไปก่อน ส่วนในรายของ ยาร์ร็อด โบเว่น ไม่น่าจะได้โอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เช่นเดียวกับ แทมมี่ อับราฮัม ซึ่งเตรียมนั่งเป็นตัวสำรองต่อไป คาดว่า แจ็ค กรีลิช น่าจะต้องอยู่ที่ข้างสนาม เพื่อให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ลงไปยืนเป็นตัวริมเส้นทางฝั่งขวา และน่าจะให้ บูกาโย่ ซาก้า สวมบทเป็นปีกซ้ายได้เหมือนกัน ด้าน แฮร์รี่ เคน ยังคงพร้อมสวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าตามเดิม


อิตาลี

"มันโช่" โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือ "อัซซูรี่" เตรียมปรับทัพหลายตำแหน่ง เพราะเข้าสู่ยุคผลัดใบเพื่อให้พวกนักเตะสายเลือดใหม่ที่เพิ่งผ่านการลงเล่นในเกมระดับชาติเพียงแค่ไม่กี่นัดได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงหลายคนเลย หลังจากที่ให้พวกแข้งหลักได้ถอนตัวเพื่อไปพักผ่อนนั่นเอง และหวังย้ำแค้นเจ้าบ้านจากนัดชิงยูโร 2020 เพราะเป็นฝ่ายเฉือนชนะในช่วงดวลจุดโทษตัดสินเมื่อช่วงกลางปีที่แล้วนั่นเอง


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

จานลุยจิ ดอนนารุมม่า, อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, ฟรานเชสโก้ อาแซร์บี้, เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า, ลอเรนโซ่ เปเยกรินี่, มานูเอล โลคาเตลลี่, นิโกโล่ บาเรลล่า, จามโคโม่ ราสปาโดรี่, มัตเตโอ โปลิตาโน่, อันเดรีย เบลอตติ


ผู้รักษาประตู : ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจาก จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ซึ่งพร้อมสวมบทเป็นมือหนึ่งต่อไปอยู่แล้ว

แนวรับ : ไม่มีกัปตันทีม จอร์โจ้ คิเอลลินี่ อีกต่อไป เพราะได้ตัดสินใจเลิกรับใช้ทีมบ้านเกิดไปแล้ว แต่พร้อมให้ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ในฐานะกัปตันทีมคนใหม่ยืนเป็นองหลังตัวหลัก และน่าจะเลือก ฟรานเชสโก้ อาแซร์บี้ ให้ลงไปยืนคู่กันเหนือกว่า อเลสซานโดร บาสโตนี่ และ จานลูก้า มันชินี่ ส่วนแบ็กขวาน่าจะดร็อป อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ เพื่อให้ โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเหนือกว่า ดาวิเด้ คาลาเบรีย ขณะที่แบ็กซ้ายน่าจะให้ เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งเหนือกว่า คริสเตียโน่ บิราคี่ กับ เฟเดริโก้ ดิมาร์โก ซึ่งเป็นนักเตะสายเลือดใหม่ด้วยเช่นกัน

แดนกลาง : ไม่มี มาร์โก แวร์รัตติ กับ จอร์จินโญ่ ซึ่งเป็น 2 มิดฟิลด์ตัวหลักจากทีมชุดแชมป์ยูโร 2020 เพราะได้ให้ถอนตัวเพื่อไปพักนั่นเอง จึงน่าจะโอกาสให้พวกแข้งเลือดใหม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง โดยพร้อมวาง นิโกโล่ บาเรลล่า เป็นตัวยืนค่อนข้างแน่ และน่าจะให้ ลอเรนโซ่ เปเยกรินี่ กับ มานูเอล โลคาเตลลี่ ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เพราะเคยผ่านการรับใช้บ้านเกิดมาพอสมควรแล้ว จึงมีประสบการณ์มากกว่า มัตเตโอ เปสซิน่า, ซานโดน โตนาลี่ รวมถึง ไบรอัน คริสตันเต้ ซึ่งน่าจะนั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน

แนวรุก : ขาดหายไปหลายคนเลย ไม่ว่าจะเป็น ชิโร่ อิมโมบิเล่, เฟเดริโก้ เคียซ่า และ โดมินิโก้ เบราร์ดี้ ซึ่งต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป ส่วนในรายของ นิโกโล่ ซานิโอโล่ และ ลอเรนโซ่ อินซิเญ่ ได้อนุญาติให้ถอนตัวไปพักด้วย จึงน่าจะให้ อันเดรีย เบลอตติ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า และน่าจะให้ มัตเตโอ โปลิตาโน่ ยืนเป็นตัวริมเส้นฝั่งซ้ายคนละข้างกับ จามโคโม่ ราสปาโดรี่ ซึ่งเป็นแข้งสายเลือดใหม่ทางด้านขวา


สถิติการพบกันเอง

คู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 28 เกม ปรากฎว่า อิตาลี มีสถิติเหนือกว่า โดยเป็นฝ่ายชนะ 12 เกม เสมอ 8 เกม และแพ้ 8 เกม ส่วนผลนัดล่าสุดที่พบกันในสนามแห่งนี้เกิดขึ้นในศึกยูโร 2020 รอบชิงชนะเลิศ เมื่อปีก่อน ปรากฎว่า เสมอจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษครบ 120 นาที 1-1 แต่ "อัซซูรี่" เป็นฝ่ายเฉือนชนะช่วงดวลจุดโทษตัดสินสำหรับผลการพบกัน 5 เกมหลังสุด ปรากฎว่า อังกฤษ มีสถิติเป็นรอง เพราะเป็นฝ่ายชนะเพียงนัดเดียว โดยลงเอยด้วยผลเสมอ 2 เกม และแพ้ 2 เกม


ผลการพบกัน 5 เกมหลังสุด

ปี 2012 อังกฤษ ชนะ อิตาลี 2-1 (นัดกระชับมิตร ที่อังกฤษ)

ปี 2014 อังกฤษ แพ้ อิตาลี 1-2 (ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล)

ปี 2015 อิตาลี เสมอ อังกฤษ 1-1 (นัดกระชับมิตร ที่อิตาลี)

ปี 2018 อังกฤษ เสมอ อิตาลี 1-1 (นัดกระชับมิตร ที่อังกฤษ)

ปี 2021 อังกฤษ เสมอ อิตาลี 1-1 (นัดชิงยูโร 2020 ที่อังกฤษ)


ความน่าจะเป็น

หากดูจากรายชื่อของตัวผู้เล่นต้องบอกว่า อังกฤษ ดูดีกว่าอยู่พสมควร เพราะยังคงเป็นพวกแข้งหลักที่เล่นด้วยกันมานานแล้ว ซึ่งตรงกันข้ามกับ อิตาลี ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายนักเตะสายเลือดใหม่ และให้พวกนักเตะประสบการณ์สูงได้พักหลายคนเลยด้วย คาดว่า "สิงโตคำราม" น่าจะมีโอกาสเก็บชัยชนะในบ้านของตัวเองได้มากกว่า และน่าจะเป็นฝ่ายได้ล้างแค้นจากนัดชิงยูโร 2020 ไปด้วยเลย


ผลที่คาด : อังกฤษ ชนะ อิตาลี 2-1


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ฟุตบอล และ ข่าวสารอื่นๆ

ดู 85 ครั้ง