หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : ลิเวอร์พูล VS เรอัล มาดริด

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล รอเช็กสภาพความฟิตของ ฟาบินโญ่ นัดดวลแข้งกับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด นำทัพโดย คาริม เบนเซม่า ดาวยิงตัวเก่งในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ คืนวันที่ 28 พ.ค.นี้


วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : ลิเวอร์พูล VS เรอัล มาดริด
วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : ลิเวอร์พูล VS เรอัล มาดริด

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ

ลิเวอร์พูล VS เรอัล มาดริด

สนาม : สต๊าด เดอ ฟรองซ์, กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เวลา : 02.00 น.


ลิเวอร์พูล

เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ

รอบแบ่งกลุ่ม นัดแรก : ชนะ เอซี มิลาน 3-2 (เหย้า)

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 2 : ชนะ ปอร์โต้ 1-5 (เยือน)

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 3 : ชนะ แอตเลติโก มาดริด 3-2 (เยือน)

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 4 : ชนะ แอตเลติโก มาดริด 2-0 (เหย้า)

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 5 : ชนะ ปอร์โต้ 2-0 (เหย้า)

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 6 : ชนะ เอซี มิลาน 1-2 (เยือน)

รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก : ชนะ อินเตอร์ มิลาน 2-0 (เยือน)

รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : แพ้ อินเตอร์ มิลาน 0-1 (เหย้า)

รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก : ชนะ เบนฟิก้า 3-1 (เยือน)

รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : เสมอ เบนฟิก้า 3-3 (เหย้า)

รอบรองชนะเลิศ นัดแรก : ชนะ บียาร์เรอัล 2-0 (เหย้า)

รอบรองชนะเลิศ นัดที่ 2 : ชนะ บียาร์เอรัล 3-2 (เยือน)


เจอร์เกน คลอปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล จะปรับทัพบางตำแหน่ง เพื่อลุ้นคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยเป็นรายการที่ 3 ในฤดูกาลนี้ หลังจากที่กวาด 2 แชมป์ฟุตบอลถ้วยบนเกาะอังกฤษ นั่นก็คือ แชมป์คาราบาว คัพ และแชมป์เอฟเอ คัพ ไปแล้ว และจะได้ยึดบัลลังก์เจ้าสโมสรยุโรปเป็นสมัยที่ 7 ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วย โดยพร้อมให้พวกแข้งหลักออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทั้งหมดเลยด้วย


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

อลิสซอน เบ็คเกอร์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจเอล มาทิป, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, ติอาโก้ อัลคานทาร่า, หลุยส์ ดิอาซ, ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเม็ด ซาล่าห์


ผู้รักษาประตู : ไม่เปลี่ยนแปลงไปจาก อลิสซอน เบ็คเกอร์ นายด่านมือหนึ่งอย่างแน่นอน

แนวรับ : รอชั่งใจเลือกระหว่าง อิบราฮิม่า โกนาเต้ กับ โจเอล มาทิป แต่น่าจะให้รายหลังลงไปยืนคู่กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ส่วนแบ็กขวายังคงเป็นหน้าที่ของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ อยู่แล้ว เช่นเดียวกับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ในตำแหน่งแบ็กซ้ายเหมือนเช่นเคย

แดนกลาง : รอเช็กสภาพความฟิตของ ฟาบินโญ่ เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่น่าจะได้กลับมาลงสนามเพื่อคุมเกมร่วมกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ ติอาโก้ อัลคานทาร่า หากลงเล่นเป็นตัวจริงไม่ได้จะให้ นาบี้ เกอิต้า ลงไปทำหน้าที่แทนได้เลย

แนวรุก : เป็นจุดที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะมีตัวเลือกให้หยิบมาใช้งานได้ทั้งหมดเลย แต่จะให้ ทาคูมิ มินามิโนะ กับ ดิว็อค โอริกี้ นั่งเป็นตัวสำรองเหมือนเดิม เช่นเดียวกับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ส่วนในรายของ ดิโอโก้ โจต้า ไม่น่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เพราะน่าจะเลือก หลุยส์ ดิอาซ ลงไปปนะสานงานร่วมกับ ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเม็ด ซาล่าห์ นั่นเอง


เรอัล มาดริด

เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ

รอบแบ่งกลุ่ม นัดแรก : ชนะ อินเตอร์ มิลาน 1-0 (เยือน)

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 2 : แพ้ เชริฟฟ์ 1-2 (เหย้า)

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 3 : ชนะ ชักตาร์ 5-0 (เยือน)

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 4 : ชนะ ชักตาร์ 2-1 (เหย้า)

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 5 : ชนะ เชริฟฟ์ 3-0 (เยือน)

รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 6 : ชนะ อินเตอร์ มิลาน 2-0 (เหย้า)

รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก : แพ้ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 0-1 (เยือน)

รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : ชนะ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 3-1 (เหย้า)

รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก : ชนะ เชลซี 3-1 (เยือน)

รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : ชนะ เชลซี 3-2 (เหย้า)

รอบรองชนะเลิศ นัดแรก : แพ้ แมนฯ ซิตี้ 3-4 (เยือน)

รอบรองชนะเลิศ นัดที่ 2 : ชนะ แมนฯ ซิตี้ 3-1 (เหย้า)


คาร์โล อันเลอตติ กุนซือ เรอัล มาดริด จะปรับทัพบางตำแหน่ง เพื่อลุ้นเข้าป้ายดับเบิ้ลแชมป์จากการคว้าถ้วยรางวัลในฤดูกาลนี้ได้ถึง 2 รายการ หลังจากที่เข้าป้ายแชมป์ลาลีกา สเปน ไปแล้ว และจะได้ยึดบัลลังก์เจ้าสโมสรยุโรปเป็นสมัยที่ 14 ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วย จึงพร้อมจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามอย่างแน่นอน เพราะไม่มีแข้งหลักได้รับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

ธีโบต์ กูร์ตัวส์, ดาเนี่ยล คาร์บาฆัล, เอแดร์ มิลิเทา, ดาวิด อลาบา, แฟร์ลองด์ เมนดี้, ลูก้า โมดริช, คาเซมิโร่, โทนี่ โครส, มาร์โก อเซนซิโอ, คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์


ผู้รักษาประตู : พร้อมให้ ธีโบต์ กูร์ตัวส์ นายด่านมือหนึ่งยืนเฝ้าเสาตั้งแต่นาทีแรกอย่างแน่นอน

แนวรับ : รอเช็กสภาพความฟิตของ ดาวิด อลาบา แต่น่าจะได้กลับมายืนเป็นกองหลังคู่กับ เอแดร์ มิลิเทา หากลงเล่นไม่ได้จะให้ นาโช่ เฟร์นันเดซ ลงไปทำหน้าที่แทน ส่วนแบ็กขวาน่าจะเลือก ดาเนี่ยล คาร์บาฆัล เป็นอันดับแรกเหนือกว่า ลูคัส บาซเกซ ขณะที่ แฟร์ลองด์ เมนดี้ พร้อมยึดตำแหน่งแบ็กซ้ายต่อไป

แดนกลาง : ไม่น่าจะให้ เอดูอาร์โด้ คามาวิงก้า และ เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง จึงเตรียมนั่งเป็นตัวสำรองเพื่อหลีกทางให้กับ 3 ประสาน นั่นก็คือ ลูก้า โมดริช, คาเซมิโร่ และ โทนี่ โครส ซึ่งเป็นตัวหลักในแผงมิดฟิลด์อยู่แล้ว

กองหน้า : ยังคงไร้ แกเรธ เบล ต้องพักรักษาอาาการบาดเจ็บต่อไป ส่วนในรายของ เอแด็ง อาซาร์ มีปัญหาเรื่องสภาพร่างกายที่ไม่ฟิตสมบูรณ์ แต่พร้อมให้ คาริม เบนเซม่า กองหน้าตัวเก่งออกสตาร์ทเป็นตัวจริงอย่างแน่นอน โดยยังคงเป็นดาวซัลโวในรายการนี้ด้วยจำนวน 15 ประตู สำหรับตัวรุกริมเส้นฝั่งซ้ายพร้อมให้ วินิซิอุส จูเนียร์ ลงไปยืนประจำการเหมือนเดิม ขณะที่ฝั่งขวาน่าจะดร็อป โรดรีโก้ โกเอส เป็นตัวสำรอง เพื่อให้ มาร์โก อเซนซิโอ ลงไปทำหน้าที่ด้วยเช่นกัน


สถิติการพบกันเอง

คู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในเกมสโมสรยุโรปทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 8 เกม ปรากฎว่า เรอัล มาดริด มีสถิติเหนือกว่าเล็กน้อย โดยเป็นฝ่ายชนะ 4 เกม เสมอ 1 เกม และแพ้ 3 เกม ส่วนผลนัดล่าสุดเกิดขึ้นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ปรากฎว่า ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเสมอแบบไร้สกอร์ 0-0 แต่ "ราชันชุดขาว" เป็นฝ่ายเข้ารอบจากผลนัดแรกที่เฝ้ารังเก็บชัยชนะมาได้ก่อนด้วยสกอร์ 3-1


ความน่าจะเป็น

ยังคงเป็นเจ้าของสถิติครองบัลลังก์เจ้าสโมสรยุโรปได้มากที่สุดถึง 13 สมัย ทำให้ เรอัล มาดริด พร้อมจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามเพื่อต่อยอดความสำเร็จบนเวทีลูกหนังระดับทวีปต่อไป และมีขุมกำลังนักเตะที่ลงตัวในทุกตำแหน่งอีกต่างหาก โดยแนวรุกที่ยังคงมี คาริม เบนเซม่า ซึ่งยิงประตูในรายการนี้ได้แบบต่อเนื่องเลย


ส่วน ลิเวอร์พูล เคยผ่านการยึดตำแหน่งเจ้าสโมสรยุโรปมาแล้วถึง 6 สมัย และพร้อมให้พวกแข้งหลักออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเพื่อเพิ่มสถิติด้วยเช่นกัน หลังตบเท้าผ่านเข้าถึงนัดชิงได้เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 ปีหลังสุด


คาดว่าเกมคู่นี้จะเต็มไปด้วยความสนุก เพราะว่าพร้อมเปิดเกมเข้าใส่กันแบบสูสีอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ลิเวอร์พูล มีสภาพทีมที่สมบูรณ์มากๆ แต่ เรอัล มาดริด น่าจะมีทีเด็ดทีขาดที่ดีกว่า และน่าจะเป็นฝ่ายเฉือนชนะได้แบบหวุดหวิด


ผลที่คาด : ลิเวอร์พูล แพ้ เรอัล มาดริด 1-2


สามารถเยียมชมบทความอื่นๆได้ที่ นี้

ดู 980 ครั้ง