หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : เชลซี VS เรอัล มาดริด

อัปเดตเมื่อ 7 เม.ย.

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ปรับทัพบางตำแหน่ง และน่าจะให้ ไค ฮาเวิร์ตซ ยืนเป็นกองหน้านัดต้อนรับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด นำทัพโดย คาริม เบนเซม่า กองหน้าฟอร์มแรงในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก คืนวันที่ 6 เม.ย.นี้


ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก

เชลซี VS เรอัล มาดริด

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

เวลา : 02.00 น.


เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ นอริช 3-1 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ นิวคาสเซิ่ล 1-0 (เหย้า)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : ชนะ ลีลล์ 2-1 (เยือน)

เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ 2-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ เบรนท์ฟอร์ด 1-4 (เหย้า)


โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือ "สิงโตน้ำเงินคราม" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่แพ้ เบรนท์ฟอร์ด คาบ้าน 1-4 ในศึกพรีเมียร์ลีก และน่าจะปรับแผนการเล่นจากใช้แนวรับ 4 คนมาเป็นกองหลัง 3 คนด้วย เพื่อลุ้นกลับมาเก็บชัยแล้วตุนความได้เปรียบจากเกมนัดแรกเอาไว้ได้ โดยพร้อมให้พวกแข้งหลักออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเกือบทั้งหมด เพราะไม่มีนักเตะได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม แต่ยังคงมีปัญหาเดิมๆ ในเรื่องของกองหน้าตัวเป้าที่ยิงประตูได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น จึงต้องให้พวกแนวรุกในตำแหน่งอื่นๆ ช่วยสอยตาข่ายแทนอยู่เป็นประจำเลย


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 3-4-2-1

เอดูอาร์ เมนดี้, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, ติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, รีซ เจมส์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, มาร์กอส อลอนโซ่, เมสัน เมาท์, ฮาคิม ซีเย็ค, ไค ฮาเวิร์ตซ


ผู้รักษาประตู : พร้อมให้มือหนึ่ง นั้นก็คือ เอดูอาร์ เมนดี้ ยืนเฝ้าเสาเป็นตัวจริงเหมือนเดิม

แนวรับ : น่าจะพัก เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า เพื่อปรับเป็นเล่นกองหลัง 3 คน และน่าจะให้ อันเดรียส คริสเตนเซ่น คืนตัวจริงลงไปคุมร่วมกับ ติอาโก้ ซิลวา และ อันโตนิโอ รูดิเกอร์

แดนกลาง : ส่อดร็อป มาเตโอ โควาซิช และน่าจะให้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ยืนคุมเกมคู่กับ จอร์จินโญ่ ส่วนแบ็กซ้ายยังคงไร้ เบน ชิลเวลล์ จึงน่าจะให้ มาร์กอส อลอนโซ่ ลงไปยืนคนละฝั่งกับ รีซ เจมส์ ทางด้านขวา

แนวรุก : ไม่น่าจะใช้ 2 ปีจอมเลื้อย นั่นก็คือ คริสเตียน พูลิซิซ กับ คัลลัม ฮัดสัน โอดอย เพราะมีปัญหาเรื่องสภาพความฟิต จึงน่าจะส่ง เมสัน เมาท์ กับ ฮาคิม ซีเย็ค ลงไปสวมบเป็นตัวปั้นเกม แต่ยังคงไว้ใจ ไค ฮาเวิร์ตซ ให้สวมบทเป็นกองหน้าตัวเป้ามากที่สุด เนื่องจาก โรเมลู ลูกากู กับ ติโม แวร์เนอร์ โชว์ฟอร์มไม่น่าประทับใจเสียเท่าไรนัก


เรอัล มาดริด

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ลาลีกา สเปน : ชนะ เรอัล โซเซียดัด 4-1 (เหย้า)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : ชนะ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 3-1 (เหย้า)

ลาลีกา สเปน : ชนะ เรอัล มายอร์ก้า 3-0 (เยือน)

ลาลีกา สเปน : แพ้ บาร์เซโลน่า 0-4 (เหย้า)

ลาลีกา สเปน : ชนะ เซลต้า บีโก้ 2-1 (เยือน)


คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือ "ราชันชุดขาว" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่บุกไปชนะ เซลต้า บีโก้ 2-1 ในศึกลาลีกา แม้จะหมดสิทธิ์ใช้งานนักเตะบางราย โดยเฉพาะ เอเดน อาซาร์ ซึ่งเป็นอดีตดาวเตะของ เชลซี ด้วย แต่พวกแข้งหลักยังคงพร้อมออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทั้งหมดเลย


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

ธีโบต์ กูร์ตัวส์, ดาเนี่ยล คาร์บาฆัล, เอแดร์ มิลิเทา, ดาวิด อลาบา, แฟร์ลองด์ เมนดี้, ลูก้า โมดริช, คาเซมิโร่, โทนี่ โครส, มาร์โก้ อเซนซิโอ, คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์


ผู้รักษาประตู : ยังคงให้ ธีโบต์ กูร์ตัวส์ ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งตามเดิม

แนวรับ : เป็นหน้าที่ของ เอแดร์ มิลิเทา กับ ดาวิด อลาบา ยืนเป็นกองหลังคู่กัน ส่วนแบ็กซ้ายน่าจะดร็อป มาร์เซโล่ แข้งจอมเก๋า เพื่อให้ แฟร์ลองด์ เมนดี้ ลงไปยืนคนละฝั่งกับ ดาเนี่ยล คาร์บาฆัล ทางด้านขวา

แดนกลาง : พร้อมจัดเต็มใช้ 3 ประสาน นั่นก็คือ ลูก้า โมดริช, คาเซมิโร่ และ โทนี่ โครส โดยมี เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ กับ เอดูอาร์โด้ คามาวิงก้า เป็นตัวสแตนบายอยู่ที่ข้างสำรอง

แนวรุก : ไม่มี เอเดน อาซาร์ ได้รับบาดเจ็บ และส่อไร้ อิสโก้ มีปัญหาเรื่องความฟิต นอกจากนี้ยังไม่น่าจะใช้ แกเรธ เบล เป็นตัวจริงอีกต่างหาก โดยพร้อมจับนั่งเป็นตัวสำรองอยู่ที่ข้างสนามเหมือนเดิม จึงพร้อมส่ง มาร์โก้ อเซนซิโอ ลงไปสวมบทเป็นปีกขวาคนละฝั่งกับ วินิซิอุส จูเนียร์ ทางด้านซ้าย เพื่อประสานงานกับ คาริม เบนเซม่า กองหน้าฟอร์มฮอตที่สอยตาข่ายในฤดูกาลไปแล้วถึง 34 ประตู


สถิติการพบกันเอง

คู่นี้เคยพบกันในเกมระดับสโมสรยุโรปทั้งหมด 5 เกม ปรากฎว่า เชลซี มีสถิติเหนือกว่า เรอัล มาดริด เพียงเล็กน้อย โดยเก็บชัยได้ 3 เกม และแพ้ 2 เกม ส่วนผลการเจอกันนัดล่าสุดเกิดขึ้นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ปรากฎว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เปิดบ้านชนะ 2-0 และได้ผ่านเข้าชิงไปยึดบัลลังก์เจ้ายุโรปได้สำเร็จ


ทั้งนี้ เชลซี เคยดวลแข้งกับทีมคู่แข่งจากสเปนในเกมระดับสโมสรยุโรปทุกรายการมาแล้วทั้ง 49 เกม ปรากฎว่ามีสถิติดีกว่าอยูพอสมควร โดยชนะ 20 นัด เสมอ 17 นัด และแพ้ 12 นัด ด้าน เรอัล มาดริด เคยเผชิญหน้ากับทีมคู่แข่งจากอังกฤษในเกมระดับสโมสรยุโรปทุกรายการมาแล้วทั้ง 44 นัด โดยเป็นฝ่ายชนะ 17 นัด เสมอ 13 นัด และแพ้ 14 นัด


ความน่าจะเป็น

เพิ่งเสียฟอร์มจากเกมล่าสุดที่แพ้คาบ้านแบบยับเยิน และต้องหยุดเก็บชัยชนะแบบต่อเนื่องในทุกรายการเอาไว้ที่จำนวน 6 เกมติดต่อกันไปเลยด้วย แต่ เชลซี ยังคงเป็นทีมที่เล่นเกมใหญ่ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม และมีดีกรีเป็นถึงแชมป์เก่าจากเมื่อฤดูกาลที่แล้ว จึงพร้อมจัดผู้เล่นชุดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีอยู่ เพื่อลุ้นกลับมาคว้าชัยให้ได้อีกครั้ง แม้จะเจอปัญหาเรื่องนอกสนามจากเหตุที่โดนรัฐบาลอังกฤษสั่งคว่ำบาตรห้ามทำธุรกรรมต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย แต่ยังคงเป็นทีมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสปิริต และพร้อมร่วมใจเดินหน้ากันต่อไป


ส่วน เรอัล มาดริด ตั้งเป้าหวังล้างแค้น เชลซี จากเมื่อฤดูกาลก่อนที่พลาดท่าแพ้ในเกมรอบตัดเชือก เพื่อต่อยอดไปสู่การลุ้นแชมป์สโมสรยุโรปประจำซีซั่นนี้ และยังคงเป็นเจ้าของสถิติคว้าแชมป์ถ้วยใบใหญ่สุดของทวีปได้มากที่สุดถึง 13 สมัยนั่นเอง โดยตอนนี้ยังคงนำโด่งเป็นจ่าฝูงลาลีกา จึงพร้อมทุ่มทุกสรรพกำลังเพื่อลุ้นแชมป์รายการนี้ด้วย ซึ่งรวมถึง 3 ประสานในแนวรุกที่ช่วยกันยิงประตูร่วมกันในทุกรายการถึง 61 ลูกเลยทีเดียว ไล่ตั้งแต่ มาร์โก อเซนซิโอ 10 ประตู, วินิซิอุส จูเนียร์ 17 ประตู รวมถึง คาริม เบนเซม่า 34 ประตู


คาดว่าเกมนี้จะสู้กันแบบสนุกอย่างแน่นอน โดย เชลซี มีจุดเด่นในเรื่องของเกมรับที่เล่นกันได้แบบเหนียวแน่น และสามารถเติมเกมรุกขึ้นไปช่วยยิงประตูได้อยู่เป็นประจำเลยด้วย ส่วน เรอัล มาดริด มีจุดเด่นตรงแดนกลางที่ช่วยกันเก็บบอลได้อย่างดี และสามารถเซตเกมขึ้นไปช่วยแนวรุกได้ด้วย จึงมีโอกาสลงเอยด้วยผลเสมอกันในนัดแรก และจะต้องไปตัดสินในเกมนัดที่ 2 กันอีกที


ผลที่คาด : เชลซี เสมอ เรอัล มาดริด 1-1

ดู 148 ครั้ง