หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : แมนฯ ซิตี้ VS เรอัล มาดริด

"เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ พร้อมจัดทัพใหญ่วาง เควิน เดอ บรอยน์ คุมแดนกลางนัดต้อนรับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ยังคงนำทีมโดย คาริม เบนเซม่า ดาวยิงตัวเก่งในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก คืนวันที่ 26 เม.ย.นี้


วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : แมนฯ ซิตี้ VS เรอัล มาดริด
วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : แมนฯ ซิตี้ VS เรอัล มาดริด

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก

แมนฯ ซิตี้ VS เรอัล มาดริด

สนาม : อิติฮัด สเตเดี้ยม

เวลา : 02.00 น.


แมนฯ ซิตี้

"เป๊ป" โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า กุนซือ "เรือใบสีฟ้า" พร้อมจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามแน่นอน แม้จะมีนักเตะเจอโรคเดี้ยงเล่นงานอยู่บ้าง แต่น่าจะได้บางรายฟิตกลับมาช่วยทีมด้วย เพื่อลุ้นเก็บชัยตุนความได้เปรียบจากการลงเตะที่บ้านของตัวเองในเกมนัดแรกเอาไว้ก่อน และจะได้ลุ้นตบเท้าผ่านเข้าสู่นัดชิงเป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกันด้วย โดยแนวรับอาจมีการปรับเปลี่ยนบางตำแหน่ง เพราะมีนักเตะบางคนได้รับบาดเจ็บอยู่ ส่วนแดนกลางยังคงอยู่กันครบพร้อมให้พวกแข้งหลักลงสนามทั้งหมดเลย ปิดท้ายด้วยแนวรุกมีความพร้อมมากที่สุด เพราะไม่มีผู้เล่นตรงจุดนี้ได้รับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

เอแดร์ซอน โมราเอส, ไคล์ วอล์กเกอร์, รูเบน ดิอาส, อายเมริก ลาปอร์ก, เจา คันเซโล่, เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้, อิลคาย กุนโดกาน, ริยาด มาห์เรซ, ฟิล โฟเด้น, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง


ผู้รักษาประตู : ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน เพราะยังคงเป็นหน้าที่ของ เอแดร์ซอน โมราเอส ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งต่อไป

แนวรับ : มีนักเตะได้รับบาดเจ็บอยู่เหมือนกัน นั่นก็คือ นาธาน อาเก้ กับ จอห์น สโตนส์ ซึ่งยังคงต้องรอเช็กสภาพความฟิตกันเสียก่อน แต่ยังพร้อมใช้งาน ไคล์ วอล์กเกอร์ สวมบทเป็นแบ็กขวา แม้จะมีสภาพร่างกายที่ยังไม่ฟิตสมบูรณ์แบบเต็มร้อยก็ตาม โดยจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ เจา คันเซโล่ ในตำแหน่งแบ็กซ้าย ส่วนคู่กองหลังพร้อมให้ รูเบน ดิอาส ยืนคู่กับ อายเมริก ลาปอร์ก เหมือนเดิม

แดนกลาง : พร้อมให้ โรดรี้ ยืนเป็นตัวคุมเกมอยู่แล้ว เพื่อประสานงานกับ อิลคาย กุนโดกาน กับ เควิน เดอ บรอยน์ ซึ่งพร้อมเป็นตัวขับเคลื่อนในแผงมิดฟิลด์ตามเดิม แม้ไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนไปเสียก่อน

แนวรุก : ยังคงมีตัวเลือกให้ใช้งานได้เพียบเลย แต่น่าจะดร็อป กาเบรียล เชซุส เป็นตัวสำรองเหมือนเดิม โดยทางขวาน่าจะใช้ ริยาด มาห์เรซ เป็นตัวเลือกแรกเหมือนกว่า แบร์นาร์โด้ ซิลวา ค่อนข้างแน่ ด้านฝั่งซ้ายน่าจะใช้ แจ็ค กรีลิช เพื่อให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ลงไปยืนประจำการ ส่วนกองหน้ายังคงวาง ฟิล โฟเด้น ยืนค้ำเอาไว้ต่อไป


เรอัล มาดริด

คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือ “ราชันชุดขาว” พร้อมจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามแน่นอน แม้จะมีนักเตะได้รับบาดเจ็บหลายคน แต่ไม่ส่งผลกระทบการจัดทีมลงสนามมากนัก เพราะว่าพวกนักเตะที่เดี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นตัวสำรองอยู่แล้ว เพื่อลุ้นบุกไปเก็บชัยตุนความได้เปรียบจากเกมนัดแรกเอาไว้ให้ได้ก่อน โดยแนวรับมีผู้เล่นในตำแหน่งฟูลแบ็กขาดหายไปหลายราย แต่ยังใช้งานพวกตัวหลักได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับแดนกลางที่มีตัวเลือกให้ใช้งานได้เพียบเลย ส่วนแนวรุกยังคงมี คาริม เบนเซม่า พร้อมสวมบทเป็นหัวหอกตัวเป้า หลังโชว์ฟอร์มในฤดูกาลนี้ได้อย่างร้อนแรงจากการสอยตาข่ายไปแล้วถึง 39 ประตูเลยทีเดียว


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

ธีโบต์ กูร์ตัวส์, ลูคัส บาซเกซ, เอแดร์ มิลิเทา, ดาวิด อลาบา, นาโช แฟร์นันเดซ, ลูก้า โมดริช, คาเซมิโร่, โทนี่ โครส, มาร์โก อเซนซิโอ, คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์


ผู้รักษาประตู : ยังคงเป็นหน้าที่ของ ธีโบต์ กูร์ตัวส์ ซึ่งพร้อมยืนเฝ้าเสาในฐานะมือหนึ่งอยู่แล้ว

แนวรับ : หมดสิทธิ์ใช้งาน 3 ตัวเลือกในตำแหน่งฟูลแบ็กทั้งสองฝั่ง นั่นก็คือ แฟร์ลองด์ เมนดี้, มาร์เซโล่ และ ดานี่ คาร์บาฆัล จึงน่าจะให้ ลูคัส บาซเกซ สวมบทเป็นแบ็กขวาคนละฝั่งกับ นาโช แฟร์นันเดซ ในตำแหน่งแบ็กซ้ายต่อไป ส่วนคู่กองหลังพร้อมให้ เอแดร์ มิลิเทา ยืนคู่กับ ดาวิด อลาบา เหมือนเช่นเคย

แดนกลาง : ไม่น่าจะให้ เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ กับ เอดูอาร์โด้ คามาวิงก้า ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เพราะจะเป็นหน้าของ ลูก้า โมดริช, คาเซมิโร่ และ โทนี่ โครส ซึ่งเป็น 3 ประสานตัวหลักอยู่แล้ว

แนวรุก : เตรียมให้ โรดรีโก้ โกเอส กับ แกเรธ เบล นั่งเป็นตัวสำรองเหมือนเดิม เช่นเดียวกับ เอเดน อาซาร์ ยังไม่หายจากโรคเดี้ยง แม้จะหมดสิทธิ์ใช้งาน ลูก้า โยวิช ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ แต่ว่าไม่ใช่ตัวหลักในแดนหน้าอยู่แล้ว จึงพร้อมให้ มาร์โก อเซนซิโอ ลงไปสวมบทเป็นปีกขวาคนละฝั่งกับ วินิซิอุส จูเนียร์ ซึ่งจะยืนอยู่ทางซ้าย และวาง คาริม เบนเซม่า ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าแน่นอน


สถิติการพบกันเอง

คู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 7 เกม ปรากฎว่า ทั้งสองทีมมีสถิติสูสีกันมากๆ โดยแบ่งออกเป็นชนะ 2 เกม เสมอ 2 เกม และแพ้ 2 เกม ส่วนผลนัดล่าสุดที่พบกันในสนามแห่งนี้เกิดขึ้นในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 เมื่อปี 2020 ปรากฎว่า แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านเฉือนชนะด้วยสกอร์ 2-1


ทั้งนี้ แมนฯ ซิตี้ เคยเผชิญหน้ากับทีมคู่แข่งจากสเปนในเกมระดับสโมสรยุโรปมาแล้วทั้งหมด 21 เกม ปรากฎว่า ชนะ 8 นัด เสมอ 4 นัด และแพ้ 9 นัด โดยนัดล่าสุดที่ได้ดวลแข้งกับทีมคู่แข่งจากสเปนคือในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ในฤดูกาลนี้ ปรากฎว่า "เรือใบสีฟ้า" บุกไปเสมอ 0-0


ส่วน เรอัล มาดริด เคยเผชิญหน้ากับทีมคู่แข่งจากอังกฤษในเกมระดับสโมสรยุโรปมาแล้วทั้งหมด 44 เกม ปรากฎว่า ชนะ 17 นัด เสมอ 13 นัด แพ้ 14 นัด โดยนัดล่าสุดที่ได้ดวลแข้งกับทีมคู่แข่งจากอังกฤษคือในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ในฤดูกาลนี้ ปรากฎว่า "ราชันชุดขาว" เป็นฝ่ายแพ้คารัง 2-3


ความน่าจะเป็น

เพราะยังคงเป็นเจ้าของสถิติคว้าแชมป์สโมสรยุโรปถ้วยใบใหญ่สุดได้มากที่สุดถึง 13 สมัย ทำให้ เรอัล มาดริด พร้อมเดินหน้าตามล่าบัลลังก์ "เจ้าสโมสรยุโรป" ให้ได้อีกหนึ่งสมัย และยังคงมีขุมกำลังนักเตะที่แข็งแกร่งมากๆ โดยเฉพาะแดนกลางที่ยังคงมี 3 มิดฟิลด์ระดับโลกเหมือนเช่นเคย และใกล้เข้าป้ายแชมป์ลาลีกาฤดูกาลนี้เต็มแก่


ส่วน แมนฯ ซิตี้ ยังคงพร้อมตามล่าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นสมัยแรกให้ได้ หลังอกหักจากเมื่อช่วงฤดูกาลที่แล้ว เพราะสามารถตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้เป็นครั้งแรก แต่กลับทำได้ดีที่สุดเพียง "พระรอง" ในฐานะรองแชมป์เท่านั้น และต้องขับเคี่ยวเพื่อลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้อย่างหนักกันต่อไปด้วย


คาดว่าเกมนี้จะเปิดเกมแลกกันแบบสนุกอย่างแน่นอน เพราะทั้งสองทีมมีนักเตะฝีเท้าดีอยู่เต็มไปหมดเลย โดย "เรือใบสีฟ้า" ยังคงเป็นทีมที่มีแนวรับเหนียวแน่น แม้ว่าแนวรุกจะไม่มีกองหน้าตัวเป้าแบบมืออาชีพ แต่นักเตะในแดนหน้ายังคงสลับสับเปลี่ยนช่วยกันยิงประตูได้แบบต่อเนื่องเลย ส่วน "ราชันชุดขาว" ยังคงมีแดนกลางที่แข็งแกร่ง และมี คาริม เบนเซม่า เป็นตัวทีเด็ดในแดนหน้าด้วย จึงมีโอกาสลงเอยด้วยผลเสมอได้เหมือนกัน


ผลที่คาด : แมนฯ ซิตี้ เสมอ เรอัล มาดริด 1-1

ดู 329 ครั้ง