หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก

นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2017 หลังจากนั้น โมฮาเม็ด ซาล่าห์ ดาวเตะทีมชาติอียิปต์ได้โชว์ความเป็นนักเตะที่ครบเครื่องเรื่องเกมรุกจากการยิงเองก็ได้ หรือจ่ายให้คนอื่นยิงก็ดีด้วยเช่นกัน เพราะสามารถสอยตาข่ายด้วยตัวเองได้แบบเป็นกอบเป็นกำ และสามารถทำ "แอสซิสต์" จากการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมยิงประตูได้แบบต่อเนื่องเลยด้วย ทำให้ดาวเตะวัย 29 ปีได้ควบ 2 รางวัลใหญ่ของศึกพรีเมียร์ลีกในช่วงฤดูกาล 2021/2022 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป


"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก
"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก

นั่นก็คือรางวัล "รองเท้าทองคำ" ในฐานะดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 23 ประตู ซึ่งเป็นตัวเลขที่เท่ากับผลงานของ ซน ฮึง มิน กองหน้าทีมชาติเกาหลีใต้ของ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ในฐานะเจ้าของตำแหน่งดาวยิงสูงสุดร่วมกันนั่นเอง ทำให้ ซาล่าห์ ได้คว้ารางวัล "รองเท้าทองคำ" เป็นครั้งที่ 3 ต่อจากหนแรกที่เคยได้รับแบบเดี่ยวๆ ในฤดูกาล 2017/2018 จากการสอยตาขายไปได้มากถึง 32 ประตูเลยทีเดียว ส่วนครั้งที่ 2 ได้รับในช่วงฤดูกาล 2018/2019 ร่วมกับอีก 2 ดาวเตะจากทวีปแอฟริกาเหมือนกัน นั่นก็คือ และ ซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะทีมชาติเซเนกัลในฐานะเพื่อนร่วมทีมต้นสังกัดเดียวกัน โดยทั้ง 3 คนดังกล่าวยิงได้ 22 ประตูเท่ากันพอดี


"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก
"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก

นอกจากนี้ ซาล่าห์ ยังได้รับรางวัล "เพลย์เมคเกอร์" จากการจ่ายแอสซิสต์ได้มากที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีกต่อหนึ่งฤดูกาล โดยสามารถจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมสอยตาข่ายในช่วงฤดูกาล 2021/2022 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปได้มากถึง 13 แอสซิสต์นั่นเอง โดยดาวเตะวัย 29 ปีได้เปิดเผยสาเหตุที่ทำให้โชว์ฟอร์มในช่วงฤดูกาล 2021/2022 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปได้แบบครบเครื่องเรื่องเกมรุกเป็นเพราะว่าได้รับแรงกระตุ้นมาจาก แฮร์รี่ เคน ดาวยิงทีมชาติอังกฤษของ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ซึ่งเป็นคนเบียดแย่งรางวัลดาวซัลโวในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2020/2021 ด้วยจำนวน 23 ประตู ทำให้ยอดแนวรุกเลือดมัมมี่โดนแซงจากการยิงได้น้อยกว่าเพียงแค่ลูกเดียวเท่านั้น จึงเป็นแรงผลักดันให้ต้องเล่นแบบทุ่มเทอย่างหนักมากยิ่งขึ้นเพื่อลบล้างความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากเมื่อช่วงซีซั่นก่อนไปด้วยนั่นเอง


แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยค้าแข้งในศึกพรีเมียร์ลีกให้กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี มาก่อนในช่วงระหว่างปี 2014-2016 หลังย้ายมาจาก บาเซิ่ล ในลีกลูกหนังสวิตเซอร์แลนด์นั่นเอง แต่กลับไม่ได้รับโอกาสให้ลงสนามเลยด้วยซ้ำ จึงต้องตัดสินใจย้ายไปโชว์ฝีเท้าในอิตาลีดีกว่า เพราะถูกปล่อยให้ย้ายไปซบ "ม่วงมหากาฬ" ฟิออเรนติน่า กับ "หมาป่า" โรม่า ด้วยสัญญายืมตัวนั่นเอง และได้กลับมาเล่นฟุตบอลด้วยความมั่นใจจากการยิงประตูได้แบบต่อเนื่องเลยด้วย จึงได้ย้ายไปร่วมทัพ โรม่า จากการถูกซื้อขาดแบบถาวรในปี 2016 ก่อนจะเป็น ลิเวอร์พูล ที่ได้ลงทุนซื้อมาจาก "หมาป่า" ด้วยค่าตัว 36.5 ล้านปอนด์ เพื่อให้ย้ายกลับมาค้าแข้งบนเกาะอังกฤษอีกครั้งในช่วงปี 2017 เป็นต้นมา ทำให้ดาวเตะวัย 29 ปีได้จารึกชื่อเป็นตำนานนักเตะครบเครื่องเรื่องเกมรุกคนที่ 4 ที่ได้รับทั้ง 2 รางวัลดังกล่าวภายในช่วงฤดูกาลเดียวกันต่อจาก 3 ตำนานกองหน้าในศึกพรีเมียร์ลีกที่เคยทำได้มาก่อนตามรายชื่อดังต่อไปนี้เลย



"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก
"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก

เริ่มต้นกันด้วย แอนดี้ โคล อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ ซึ่งได้จารึกชื่อเป็นคนแรกที่ทำได้จากการยึดเบอร์หนึ่งทั้ง 2 อย่างเมื่อตอนสมัยที่เพิ่งสร้างชื่อในวงการลูกหนังจากการค้าแข้งกับ "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ฤดูกาล 1993/1994 โดยในช่วงซีซั่นนั้นยิงประตูในศึกพรีเมียร์ลีกได้มากถึง 34 ลูกเลยทีเดียว และสามารถจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมสอยตาข่ายได้อีก 13 แอสซิสต์เลยด้วย หลังจากนั้นจึงได้ย้ายไปค้าแข้งกับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงปี 1995 ด้วยค่าตัวเป็นสถิติแพงที่สุดของเกาะอังกฤษในยุคนั้นด้วยจำนวน 7 ล้านปอนด์นั่นเอง แม้ว่าหลังจากนั้นจะแปรสภาพเป็นนักเตะที่ใช้โอกาสยิงประตูได้ค่อนข้างเปลืองมากๆ แต่ยังสามารถเดินหน้าสอยตาข่ายได้แบบต่อเนื่อง และได้ชูถ้วยแชมป์หลายรายการเลยด้วย โดยเฉพาะเมื่อตอนที่เข้าป้าย "ทริปเปิ้ลแชมป์" จากการเหมาถ้วยได้ถึง 3 รายการในช่วงฤดูกาล 1998/1999 ไล่ตั้งแต่ แชมป์พรีเมียร์ลีก, แชมป์เอฟเอ คัพ รวมถึงการยึดบัลลังก์ "เจ้ายุโรป" ใฐานะแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ด้วยเช่นกัน


"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก
"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก

หลังจากนั้น จิมมี่ ฟลอยด์ เฮลเซลเบงค์ อดีตกองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์ได้จารึกชื่อเป็นนักเตะคนที่ 2 ที่ได้ยึดเบอร์หนึ่งทั้ง 2 อย่างเมื่อตอนสมัยที่เพิ่งสร้างชื่อในวงการลูกหนังโลกกับ "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด ในช่วงฤดูกาล 1998/1999 โดยในช่วงซีซั่นนั้นยิงประตูในศึกพรีเมียร์ลีกได้ทั้งหมด 18 ประตู ซึ่งเป็นจำนวนที่เท่ากับ ดไวท์ ยอร์ค ตำนานกองหน้าทีมชาติตรินิแดดและโตเบโกเมื่อตอนสมัยที่ค้าแข้งกับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึง ไมเคิ่ล โอเว่น ตำนานกองหน้าทีมชาติอังกฤษเมื่อตอนสมัยที่เพิ่งแจ้งเกิดของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทำให้ทั้ง 3 คนดังกล่าวได้ครองรางวัลดาวซัลโวร่วมกันไปเลย นอกจากนี้อดีตดาวยิงชาวดัตช์ยังสามารถจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมสอยตาข่ายในช่วงซีซั่นนั้นได้มากที่สุดถึง 13 แอสซิสต์ เท่ากับผลงานของ เดนนิส เบิร์กแคมป์ ตำนานกองหน้าชาติเดียวกันของ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล พอดีเลย แต่หลังจากนั้นได้ย้ายไปซบ "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด พร้อมกับคว้าดาวซัลโวลาลีกาในช่วงฤดูกาล 1999/2000 ได้อีกต่างหาก ก่อนจะย้ายกลับมาคว้ารางวัลดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งที่ 2 แต่คราวนี้ได้แบบเดี่ยวๆ จากการยิงประตูในช่วงฤดูกาล 2000/2001 ได้ทั้งหมด 23 ลูกนั่นเอง


"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก
"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก

ปิดท้ายด้วยคนที่ 3 นั่นก็คือ แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษของ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ซึ่งได้ควบทั้ง 2 รางวัลดังกล่าวในช่วงฤดูกาล 2020/2021 โดยยิงประตูในศึกพรีเมียร์ลีกช่วงซีซั่นนั้นได้ทั้งหมด 23 ประตู และสามารถจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมสอยตาข่ายได้อีก 14 แอสซิสต์เลยด้วย จึงได้ครองรางวัล "รองเท้าทองคำ" ในฐานะดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกแบบเดี่ยวๆ มาแล้วถึง 3 สมัยเลยด้วย ไล่ตั้งแต่หนแรกในช่วงฤดูกาล 2015/2016 ด้วยจำนวน 25 ประตู ส่วนครั้งที่ 2 ทำได้ในช่วงฤดูกาล 2016/2017 ด้วยจำนวน 29 ประตู จึงเป็นการคว้ารางวัลดาวซัลโวได้ถึง 2 ซีซั่นติดต่อกันไปเลยด้วย โดยตอนนี้ดาวเตะวัย 28 ปีได้สอยตาข่ายในศึกพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 183 ลูกจากการลงสนามไปทั้งหมด 279 เกม จึงได้ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 5 ในทำเนียบดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของลีกสูงสุดเมืองผู้ดี และมีผลงานเป็นรองพวกตำนานกองหน้าที่มีอันดับเหนือกว่าเพียงแค่ 4 รายเท่านั้น


"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก
"ซาล่าห์" ขึ้นหิ้งคนที่ 4 ครบเครื่องเรื่องเกมรุกพรีเมียร์ลีก

ไล่ตั้งแต่อันดับ 4 นั่นก็คือ เซร์คิโอ อเกโร่ ตำนานกองหน้าทีมชาติอาร์เจนติน่าของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งได้ฝากผลงานยิงประตูในศึกพรีเมียร์ลีกได้ทั้งหมด 184 ลูกจากการลงสนามไปทั้งหมด 275 เกม ตามมาด้วยอันดับ 3 ได้แก่ แอนดี้ โคล อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งสอยตาข่ายได้ทั้งหมด 187 ลูกจากการลงสนามไปทั้งหมด 411 เกม ส่วนอันดับ 2 เป็นของ เวย์น รูนีย์ ตำนานกองหน้าทีมชาติอังกฤษของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยจำนวน 208 ประตูจากการลงสนามไปทั้งหมด 491 เกม และยังคงรั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ "ปีศาจแดง" จากการยิงในทุกรายการได้มากถึง 253 ลูกนั่นเอง ปิดท้ายด้วยอันดับ 1 นั่นก็คือ "ฮอตชอต" อลัน เชียเรอร์ ตำนานกองหน้าทีมชาติอังกฤษของ "กุหลาบไฟ" แบล็คเบิร์น และ "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ซึ่งยังคงเป็นเจ้าของสถิติยิงประตูในเกมลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีได้มากที่สุดถึง 260 ลูกจากการลงสนามไปทั้งหมด 441 เกมเลยทีเดียว


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ฟุตบอล และ EPL

ดู 211 ครั้ง