หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"โรนัลโด้" ผู้ปลดล็อคความสำเร็จให้โปรตุเกสเหลือแค่แชมป์โลก

ไม่ได้เก่งกาจในเกมระดับสโมสรเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสสามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาโชว์ในเกมระดับชาติได้ด้วยเช่นกัน และเป็นผู้นำทีมบ้านเกิดปลดล็อคความสำเร็จจากการคว้าแชมป์รายการใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรปได้อีกต่างหาก


"โรนัลโด้" ผู้ปลดล็อคความสำเร็จให้โปรตุเกสเหลือแค่แชมป์โลก
"โรนัลโด้" ผู้ปลดล็อคความสำเร็จให้โปรตุเกสเหลือแค่แชมป์โลก

เนื่องจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้ทำหน้าที่เป็นกัปตันทีมชาติโปรตุเกสมานานหลายปีแล้ว และเป็นผู้นำทัพลูกหนัง "ฝอยทอง" คว้าถ้วยแชมป์ระดับชาติได้เป็นครั้งแรกจากการยึดบัลลังก์ "เจ้ายุโรป" ในฐานะแชมป์ยูโร 2016 ได้สำเร็จ และต่อยอดไปสู่การครองตำแหน่ง "เบอร์หนึ่ง" ของศึกฟุตบอลอีกรายการใหม่ของทวีปที่ได้ประเดิมฟาดแข้งกันไปเมื่อปี 2018 นั่นก็คือการยึดแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ลีก ได้เป็นทีมแรกไปเลยด้วย นอกจากนี้ดาวเตะจอมเก๋าในวัย 37 ปีได้ครองสถิติในเกมระดับชาติเอาไว้มากมายหลายรายการเลย ไม่ว่าจะเป็นนักเตะที่ลงสนามรับใช้ทีมชาติโปรตุเกสมากที่สุด และยังคงเป็นเจ้าของสถิตินักเตะที่ยิงประตูในเกมระดับชาติได้มากที่สุดในโลกถึง 117 ลูก ซึ่งรวมไปถึงสถิตินักเตะที่สอยตาข่ายในเกมรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือที่เรียกกันแบบสั้นๆ ว่า "ยูโร" ได้มากที่สุดถึง 14 ประตูเลยทีเดียว


ขณะเดียวกัน โรนัลโด้ ได้รับการยกย่องให้ขึ้นหิ้งจากการเป็นหนึ่งในตำนานนักเตะของโลกไปเลยด้วย เพราะว่าเคยได้รับเลือกให้คว้ารางวัลลูกฟุตบอลทองคำ หรือที่เรียกกันว่า "บัลลังดอร์" ในฐานะนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของทวีปยุโรปมากถึง 5 ครั้งเลยด้วยในปี 2008, 2013, 2014, 2016 และ 2017 หลังฝากผลงานจากการค้าแข้งในเกมระดับสโมสรได้อย่างยอดเยี่ยมแบบต่อเนื่องเลย โดยเฉพาะเรื่องของการไล่ถล่มประตูไปพร้อมๆ กับการกวาดถ้วยแชมป์ได้อยู่เป็นประจำเลย นับตั้งแต่แจ้งเกิดกับ สปอร์ต้ง ลิสบอน และได้ย้ายไปสร้างชื่อกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมกับต่อยอดไปสู่การย้ายไปร่วมทัพ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด รวมถึง "ม้าลาย" ยูเวนตุส ก่อนจะหวนกลับมาร่วมทัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นับจนถึงช่วงหลังฤดูกาล 2021/2022 แบบพอดิบพอดี


"โรนัลโด้" ผู้ปลดล็อคความสำเร็จให้โปรตุเกสเหลือแค่แชมป์โลก
"โรนัลโด้" ผู้ปลดล็อคความสำเร็จให้โปรตุเกสเหลือแค่แชมป์โลก

ถ้าลองย้อนหลังกลับไปในอดีตจะพบกับ โปรตุเกส ไม่เคยขาดแคลนนักเตะฝีเท้าดีเลย ไล่ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 60 ซึ่งมีตำนานดาวยิงฝีเท้าฉกาจ นั่นก็คือ ยูเซบิโอ เจ้าของสมญานามแบบไทยๆ ว่า "เสือดำแห่งโมซัมบิก" ผู้ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง และเคยได้รับเลือกให้คว้ารางวัล "บัลลังดอร์" ในฐานะนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรปประจำปี 1965 มาแล้วด้วย โดยได้ฝากผลงานสุดเฉียบจากการนำทัพลูกหนัง "ฝอยทอง" โชว์ฟอร์มในศึกฟุตบอลโลก 1966 ที่ประเทศอังกฤษได้แบบน่าประทับใจ แม้จะไม่ได้ถึงตำแหน่งแชมป์ในช่วงบั้นปลาย เพราะพลาดท่าตกรอบรองชนะเลิศจากการพ่ายแพ้ให้กับทัพลูกหนัง "สิงโตคำราม" อังกฤษ ในฐานะเจ้าภาพแบบหวุดหวิดด้วยสกอร์ 1-2 แต่ว่าได้รางวัลปลอบใจจากการเฉือนชนะ สหภาพโซเวียต 2-1 จึงคว้าอันดับ 3 กลับบ้านได้สำเร็จ พร้อมกับคว้ารางวัลดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์จากการยิงได้มากถึง 9 ประตู และยังคงเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมชาติโปรตุเกสในเกมรอบสุดท้ายฟุตบอลโลกจนถึงยุคปัจจุบันนี้เลยด้วย


เมื่อเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 90 โปรตุเกส ได้เข้าสู่ "ยุคทอง" หรือที่เรียกกันว่า "โกลเด้น เจเนอเรชั่น" เพราะอุดมไปด้วยนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าระดับพระกาฬที่ต่อยอดมาจากทีมชุดแชมป์เยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีในรายการ "ฟีฟ่า เวิลด์ ยูธ แชมเปี้ยนชิพ" ที่ประเทศโปรตุเกสสวมบทเป็นเจ้าภาพนั่นเอง ซึ่งนำทัพโดยพวกแข้งดังในยุคนั้น ไล่ตั้งแต่ อาเบล ซาเวียร์, รุย คอสต้า, เจา ปินโต้ รวมถึง หลุยส์ ฟิโก้ เจ้าของรางวัล "บัลลังดอร์" ในฐานะนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรปประจำปี 2000 นั่นเอง แต่ว่าทัพลูกหนัง "ฝอยทอง" ในยุคดังกล่าวยังไม่สามารถก้าวขึ้นไปถึงตำแหน่งแชมป์ในเกมระดับชาติได้สำเร็จ และเคยฝากผลงานดีที่สุดคือการผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในศึกยูโร 2020 ที่ประเทศฮอลแลนด์จับมือเป็นเจ้าภาพร่วมกับประเทศเบลเยี่ยม เพราะพลาดท่าแพ้ "ตราไก่" ฝรั่งเศส ทีมแชมป์ช่วงบั้นปลายในรอบตัดเชือกไปแบบน่าเสียดายเหลือเกิน


หลังจากนั้น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้แจ้งเกิดบนเวทีลูกหนังโลกเมื่อตอนที่เข้าสู่ยุคมิลเลนเนียนช่วงหลังปี 2000 และได้เริ่มลงสนามรับใช้ทีมบ้านเกิดตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา จึงได้ลงเล่นร่วมกับพวกรุ่นพี่ในยุคทอง นั่นก็คือ รุย คอสต้า รวมถึง หลุยส์ ฟิโก้ ซึ่งตอนนั้นได้เข้าสู่ช่วงบั้นปลายของอาชีพค้าแข้งกันหมดแล้ว และได้ก้าวเท้าขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมบ้านเกิดจนถึงปัจจุบัน โดยได้เริ่มโชว์ฝีเท้าในทัวร์นาเมนต์ใหญ่เป็นครั้งแรกบนดินแดนของตัวเองเลย นั่นก็คือ ศึกยูโร 2004 ที่ประเทศโปรตุเกสเป็นเจ้าภาพ แถมยังมีส่วนช่วยให้ทีมทะลุผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลรายการใหญ่ได้เป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ทำได้ดีเพียงแค่สวมบท "พระรอง" จากการเข้าป้ายรองแชมป์ เพราะพลาดท่าแพ้ทัพลูกหนัง "เทพนิยาย" กรีซ แบบพลิกล็อกด้วยสกอร์ 0-1 นั่นเอง


"โรนัลโด้" ผู้ปลดล็อคความสำเร็จให้โปรตุเกสเหลือแค่แชมป์โลก
"โรนัลโด้" ผู้ปลดล็อคความสำเร็จให้โปรตุเกสเหลือแค่แชมป์โลก

นับตั้งแต่ โรนัลโด้ ได้ก้าวเท้าขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวหลักของทัพลูกหนัง "ฝอยทอง" เมื่อตอนที่คว้ารองแชมป์ยูโร 2004 และได้สวมปลอกแขนเป็นผู้นำในฐานะ "กัปตันทีม" เมื่อปี 2008 เป็นต้นมา หลังจากนั้น โปรตุเกส ได้กลายเป็น "ขาประจำ" ของ 2 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ นั่นก็คือ ยูโร กับ ฟุตบอลโลก เพราะสามารถนำทีมบ้านเกิดผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้ตลอด และผ่านเข้าถึงรอบลึกๆ ได้ด้วย ไล่ตั้งแต่ยูโร 2008 ที่ประเทศออสเตรียจับมือเป็นเจ้าภาพร่วมกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ส่วนในศึกยูโร 2012 ที่ประเทศโปแลนด์จับมือเป็นเจ้าภาพร่วมกับประเทศยูเครน ไปถึงรอบรองชิงเลิศ และต้องไฮไลท์ไปที่ศึกยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ เพราะได้ก้าวเท้าไปถึงตำแหน่งแชมป์รายการใหญ่ระดับชาติเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ โดยในนัดชิงเป็นฝ่ายเฉือนชนะ ฝรั่งเศส ชาติเจ้าภาพในช่วงต่อเวลาพิเศษด้วยสกอร์ 1-0 นั่นเอง แต่ว่าในศึกยูโร 2020 ที่ได้จัดแข่งในชาติต่างๆ ทั่วทวีปยุโรปต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น


ส่วนผลงานในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก นับตั้งแต่ โรนัลโด้ ได้ไปโชว์ฝีเท้าเป็นครั้งแรกในศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี ปรากฎว่า โปรตุเกส ยังไม่เคยตบเท้าผ่านเข้าถึงนัดชิงเพื่อไปลุ้นแชมป์ได้เลย โดยในศึกฟุตบอลโลก 2006 จอดป้ายรอบรองชนะเลิศ และเข้าป้ายอันดับ 4 เป็นรางวัลปลอบใจ ส่วนในศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น หลังจากนั้นในศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ต้องกระเด็นตกรอบแบ่งกลุ่มไปแบบพลิกความคาดหมายเหลือเกิน ปิดท้ายด้วยในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียในครั้งล่าสุดต้องหยุดเส้นทางเอาไว้ที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยเช่นกัน


"โรนัลโด้" ผู้ปลดล็อคความสำเร็จให้โปรตุเกสเหลือแค่แชมป์โลก
"โรนัลโด้" ผู้ปลดล็อคความสำเร็จให้โปรตุเกสเหลือแค่แชมป์โลก

ตอนนี้ โรนัลโด้ มีอายุมากถึง 37 ปีแล้ว ทำให้เกมฟาดแข้งรอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์เป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปีนี้ระหว่างวันที่ 21 พ.ย. ถึง 18 ธ.ค. อาจจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายสำหรับการนำทีมบ้านเกิดไปปลดล็อกเพื่อคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยแรกให้ได้เสียที ทั้งนี้ทัพลูกหนัง "ฝอยทอง" ถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่ม เอช ร่วมสายเดียวกับ กานา, อุรุกวัย และ เกาหลีใต้ จึงหมายมั่นปั้นมือหวังไปให้ไกลกวาผลงานที่ดีที่สุดในรอบสุดท้าย นั่นก็คือการเข้าป้ายอันดับ 3 ในศึกฟุตบอลโลก 1966 เมื่อตอนสมัยที่ ยูเซบิโอ เคยสร้างชื่อจนกลายเป็นดาวค้างฟ้าไปแล้ว


จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า โรนัลโด้ จะสามารถช่วยปลดล็อคความสำเร็จสูงสุดให้กับทัพลูกหนัง "ฝอยทอง" ได้หรือไม่ เพื่อจะได้ก้าวเท้าไปสู่บัลลังก์ "เบอร์หนึ่ง" ในระดับชาติจากการคว้าแชมป์โลกเป็นครั้งแรกให้ได้เหมือนอย่างที่หวังเอาไว้มานานแล้วด้วย เพราะเป็นถ้วยรางวัลใหญ่ในระดับสูงสุดที่ยังไม่เคยได้ชดเชยมาก่อนเลยด้วย


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2022

ดู 63 ครั้ง