หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก : เชลซี VS เบรนท์ฟอร์ด

อัปเดตเมื่อ 9 เม.ย.

สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ส่อปรับทัพบางตำแหน่งเพื่อรอเปิดบ้านต้อนรับ เบรนท์ฟอร์ด ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันที่ 2 เม.ย.นี้



พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

เชลซี VS เบรนท์ฟอร์ด

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

เวลา : 21.00 น.


เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ เบิร์นลีย์ 4-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ นอริช 3-1 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ นิวคาสเซิ่ล 1-0 (เหย้า)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : ชนะ ลีลล์ 2-1 (เยือน)

เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ 2-0 (เยือน)


โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือ "สิงโตน้ำเงินคราม" น่าจะปรับทัพบางตำแหน่งจากเกมล่าสุดที่บุกไปชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ 2-0 ในศึกเอฟเอ คัพ เพื่อเก็บแข้งหลักบางรายเอาไว้ลงเล่นเกมสำคัญในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก ช่วงกลางสัปดาห์หน้า แม้จะมีนักเตะขาดหายไปอยู่พอสมควร แต่ว่าพวกนักเตะชื่อดังยังคงพร้อมออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เพื่อช่วยให้ทีมเดินหน้าเก็บชัยชนะกันต่อไป หลังไม่พบกับความพ่ายแพ้มานานเกมแล้วด้วย


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

เอดูอาร์ เมนดี้, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, ติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, มาแล็ง ซาร์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, เมสัน เมาท์, ฮาคิม ซีเย็ค, ไค ฮาเวิร์ตซ, ติโม แวร์เนอร์


ผู้รักษาประตู : แม้จะต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า นายด่านมือสอง แต่ว่า เอดูอาร์ เมนดี้ ยังคงพร้อมยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งอยู่แล้ว

แนวรับ : พร้อมให้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ยืนเป็นประจำการในตำแหน่งแบ็กขวา เนื่องจาก รีซ เจมส์ ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บเหมือนกับ เบน ชิลเวลล์ ทำให้ มาแล็ง ซาร์ เตรียมได้ลงไปยืนเป็นแบ็กซ้ายด้วย ส่วนคู่กองหลังรอเช็กสภาพความฟิตของ อันเดรียส คริสเตนเซ่น จึงน่าจะให้ ติอาโก้ ซิลวา กับ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ยืนคู่กับเหมือนเดิม

แดนกลาง : ส่อไร้ ซาอูล นิเกซ ยังไม่ป่วย ส่วนในรายของ มาเตโอ โควาซิช มีปัญหาเรื่องความฟิต จึงน่าจะขยับ เมสัน เมาท์ ให้ถอยลงมายืนคุมเกมร่วมกับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ จอร์จินโญ่ ที่เพิ่งพบกับความโศกเศร้า เพราะไม่สามารถนำทีมชาติอิตาลีไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2022 ได้สำเร็จ แต่ยังคงพร้อมลงสนามรับใช้ทีมต้นสังกัดในเกมระดับสโมสรต่อไป

แนวรุก : ไม่น่าจะใช้งาน 2 ปีกริมเส้น นั่นก็คือ คัลลัม ฮัดสัน โอดอย กับ คริสเตียน พูลิซิช เพราะมีปัญหาเรื่องสภาพความฟิต จึงน่าจะให้ ฮาคิม ซีเย็ค สวมบทเป็นปีกขวา และวาง ติโม แวร์เนอร์ ทำหน้าที่เป็นปีกซ้าย

กองหน้า : เตรียมดร็อป โรเมลู ลูกากู เหมือนเดิม เพราะยังตามหาฟอร์มเก่งไม่เจอเสียที จึงพร้อมใช้งาน ไค ฮาเวิร์ตซ ยืนเป็นหัวหอกตัวเป้าต่อไป


เบรนท์ฟอร์ด

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ อาร์เซนอล 1-2 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ นิวคาสเซิ่ล 0-2 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ นอริช 3-1 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ เบิร์นลีย์ 2-0 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ เลสเตอร์ 1-2 (เยือน)


โธมัส แฟรงค์ กุนซือ เบรนท์ฟอร์ด จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่บุกไปแพ้ เลสเตอร์ 1-2 ในศึกพรีเมียร์ลีก เพื่อลุ้นกลับมาคว้าชัยอีกครั้ง จึงพร้อมจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามไปเลย เพราะไม่มีนักเตะตัวหลักขาดหายไปแม้แต่คนเดียว


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-5-1

ดาบิด ราย่า, คริสตอฟเฟอร์ อาเยอร์, ปอนตุส ยานส์สัน, เอธาน ปินน็อค, ริโก้ เฮนรี่, ไบรอัน เอ็มบิวโม่, คริสเตียน อีริคเซ่น, คริสเตียน นอร์การ์ด, วิตาลี่ ยาเนลต์, โยอาเน่ วิสซ่า, อีวาน โทนีย์


ผู้รักษาประตู : พร้อมให้ ดาบิด ราย่า ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งเหมือนเดิม หลังจากที่เพิ่งได้รับโอกาสให้ประเดิมรับใช้ทีมชาติสเปนเป็นครั้งแรก

แนวรับ : อาจจะขยับ คริสตอฟเฟอร์ อาเยอร์ นักเตะค่าแพงที่สุดของสโมสรไปยืนเป็นแบ็กขวาคนละฝั่งกับ ริโก้ เฮนรี่ ส่วนคู่กองหลังน่าจะเป็นการจับคู่กันระหว่าง ปอนตุส ยานส์สัน กับ เอธาน ปินน็อค

แดนกลาง : เตรียมให้ คริสเตียน อีริคเซ่น ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงไปเลย หลังโชว์ฟอร์มสุดเฉียบในช่วงเดินทางกลับไปรับใช้ทีมชาติเดนมาร์กในเกมอุ่นแข้ง และยิงประตูในเกมอุ่นแข้งทั้ง 2 เกมได้นัดละหนึ่งลูกเลยด้วย โดยจะยืนคุมกมร่วมกับ คริสเตียน นอร์การ์ด และ วิตาลี่ ยาเนลต์ ส่วน ไบรอัน เอ็มบิวโม่ น่าจะถอยลงไปสวมบทเป็นปีกขวาคนละฝั่งกับ โยอาเน่ วิสซ่า อยู่ทางด้านซ้าย

แนวรุก: ยังคงพร้อมใช้งาน อีวาน โทนีย์ ซึ่งเป็นตัวหลักในแนวรุกอยู่แล้ว หากไม่ได้รับบาดเจ็บไปเสียก่อน


สถิติการพบกันเอง

สำหรับคู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 16 เกม ปรากฎว่า เชลซี มีสถิติเหนือกว่าเยอะเลย เพราะสามารถเก็บชัยชนะได้ถึง 10 เกม เสมอ 2 เกม และแพ้ 4 เกม ส่วนสถิติการเจอกันในศึกพรีเมียร์ลีกเพิ่งเคยดวลแข้งกันในฤดูกาลนี้ เพราะว่า เบรนท์ฟอร์ด เพิ่งได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นนั่นเอง โดยผลการเจอกันในช่วงออกสตาร์ทเมื่อปีก่อน ปรากฎว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เป็นฝ่ายบุกไปเฉือนชนะ 1-0


ขณะที่ผลการพบกันเอง 5 เกมหลังสุดในทุกรายการ ปรากฎว่า เชลซี ไม่เคยพลาดท่าแพ้เลยด้วย โดยเป็นฝ่ายชนะถึง 4 เกม และลงเอยด้วยผลเสมออีกหนึ่งนัด โดยนัดล่าสุดที่พบกันคือในศึกคาราบาว คัพ เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ปรากฎว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" บุกไปชนะ 2-0


ความน่าจะเป็น

แม้จะมีปัญหาเรื่องนอกสนามจากเหตุที่ถูกสั่งทำธุรกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งของรัฐบาลอังกฤษที่ได้มาตรการคว่ำบาตรเจ้าของสโมสร นั่นก็คือ "เสี่ยหมี" โรมัน อับราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซียจากกรณีที่ผู้นำบ้านเกิดของเขาส่งกองทัพทหารไปรุกรานยูเครนนั่นเอง แต่ว่า เชลซี ยังคงเป็นทีมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสปิริต เพราะนักเตะยังคงมีจิตใจที่แข็งแกร่ง และไม่ได้แสดงอาการหวั่นไหวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลย ดูได้จากผลงานในสนามที่ยังคงเดินหน้าเก็บชัยชนะได้แบบต่อเนื่อง โดยตอนนี้คว้าชัยจากการลงเล่นในทุกรายการได้ถึง 6 เกมติดต่อกัน และไร้พ่ายในศึกพรีเมียร์ลีกมาแล้วถึง 6 เกมซ้อนเลยด้วย จึงยังคงเกาะกลุ่มบนหัวตารางคะแนนได้แบบเหนียวแน่นเลย


ส่วน เบรนท์ฟอร์ด โชว์ฟอร์มไม่คงเส้นคงวาเสียเท่าไรนัก จึงหล่นลงมาอยู่ในโซนท้ายตาราง ซึ่งอาจจะถึงขั้นที่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นได้เหมือนกัน หากว่ายังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งเหมือนเมื่อตอนช่วงต้นฤดูกาลนี้กลับคืนมาได้เสียที จึงต้องฝากความหวังเอาไว้กับ คริสเตียน อีริคเซ่น จอมทัพฝีเท้าดีที่ฟื้นตัวจากอาการป่วยในเรื่องของหัวใจได้แล้ว และเพิ่งเรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมาได้จากเมื่อตอนที่ลงเล่นในเกมระดับชาติด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับนักเตะคนอื่นๆ ด้วยว่าจะสามารถรีดฟอร์มเก่งออกมาโชว์ได้ด้วยหรือไม่


คาดว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" ดูดีกว่า เบรนท์ฟอร์ด ค่อนข้างแน่ และถือไพ่เหนือกว่าตรงที่ได้ลงเล่นในถิ่นของตัวเอง แม้จะฝากความหวังเอาไว้กับพวกผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าแทบจะไม่ได้เลย แต่ผู้เล่นคนอื่นๆ ยังคงพร้อมเติมเกมรุกขึ้นไปช่วยยิงประตูได้อยู่ตลอด จึงน่าจะไล่กดดันทีมเยือนที่มีแนวรับไม่ค่อยแข็งแกร่งได้อยู่ไม่น้อย และน่าจะเป็นฝ่ายเก็บ 3 คะแนนเต็มได้แบบไม่ยากเย็นนัก


ผลที่คาด : เชลซี ชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-0

ดู 19 ครั้ง