หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก : แมนฯ ยูไนเต็ด VS เลสเตอร์

อัปเดตเมื่อ 9 เม.ย.

ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมให้พวกแข้งหลักลงสนามทั้งหมด โดยแนวรุกยังคงมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยืนค้ำเอาไว้รอต้อนรับ "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันที่ 2 เม.ย.นี้ เพื่อลุ้นเก็บชัยตามล่าพื้นที่ใน 4 อันดับแรกบนหัวตารางคะแนนให้ได้ตามเป้ากันต่อไป



พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

แมนฯ ยูไนเต็ด VS เลสเตอร์

สนาม : โอลด์ แทรฟฟอร์ด

เวลา : 23.30 น.


แมนฯ ยูไนเต็ด

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก : เสมอ แอตเลติโก มาดริด 1-1 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ วัตฟอร์ด 0-0 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ แมนฯ ซิตี้ 1-4 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ สเปอร์ส 3-2 (เหย้า)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : แพ้ แอตเลติโก มาดริด 0-1 (เหย้า)


ราล์ฟ รังนิค กุนซือ "ปีศาจแดง" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่แพ้ แอตเลติโก มาดริด 0-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และมีสภาพทีมที่สมบูรณ์มากๆ เลย เพราะได้พักมานานจากการที่ไม่มีโปรแกรมลงสนามตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา จึงพร้อมให้พวกแข้งหลักลงสนามทั้งหมด เพื่อลุ้นเก็บชัยตามล่าพื้นที่ "ท็อปโฟร์" ใน 4 อันดับแรกกันต่อไปนั่นเอง


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

ดาบิด เด เคอา, อารอน วาน-บิสซาก้า, ลุค ชอว์, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, ราฟาเอล วาราน, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, ปอล ป็อกบา, บรูโน่ แฟร์นันเดส, มาร์คัส แรชฟอร์ด, จาดอน ซานโซ่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้


ผู้รักษาประตู : พร้อมให้ ดาบิด เด เคอา ยืนเฝาเสาเป็นมือหนึ่งจอมหนึบต่อไป และยังคงมี ดีน เฮนเดอร์สัน สวมบทเป็นมือสองในฐานะตัวสำรองเหมือนเดิม

แนวรับ : ต้องรอเช็กความฟิตของ ดิโอโก้ ดาโลต์ จึงอาจจะให้ อารอน วาน-บิสซาก้า กลับมายืนเป็นแบ็กขวา ส่วนแบ็กซ้ายยังคงเป็นหน้าที่ของ ลุค ชอว์ สำหรับคู่กองหลังน่าจะดร็อป วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ เพื่อให้ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ยืนจับคู่กับ ราฟาเอล วาราน

แดนกลาง : เฟรด กับ เนมันย่า มาติช พร้อมเป็นตัวสอดแทรก แต่ว่าทั้งคู่น่าจะได้เป็นเพียงแค่ตัวสำรอง เพราะน่าจะให้ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ กับ ปอล ป็อกบา ลงไปยืนคุมเกมร่วมกับ บรูโน่ แฟร์นันเดส ที่เพิ่งต่อสัญญาใหม่แบบยาวๆ เรียบร้อยแล้ว

แนวรุก : ไม่น่าจะให้ แอนโธนี่ เอลังก้า ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เพราะน่าจะเป็นโอกาสของ มาร์คัส แรชฟอร์ด สวมบทเป็นตัวริมเส้นฝั่งขวา และวาง จาดอน ซานโซ่ ทำหน้าที่เป็นปีกซ้ายด้วย ส่วนกองหน้าตัวเป้าชวดใช้งาน เอดินสัน คาวานี่ ได้รับบาดเจ็บอีกแล้ว จึงยังคงเป็นหน้าที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยืนค้ำเป็นหัวหอกต่อไป


เลสเตอร์

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-0 (เหย้า)

ยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟเรนซ์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก : ชนะ แรนส์ 2-0 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ อาร์เซนอล 0-2 (เหย้า)

ยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟเรนซ์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : แพ้ แรนส์ 1-2 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-1 (เหย้า)


เบรนแดน รอดเจอร์ส กุนซือทีมเยือนจะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่เปิดบ้านเฉือน เบรนท์ฟอร์ด 2-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก ช่วงก่อนพักเบรกทีมชาติ แม้จะมีนักเตะได้รับบาดเจ็บอยู่หลายคน แต่ยังมีผู้เล่นฝีเท้าดีให้เลือกใช้งานได้อีกหลายราย


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 3-4-3

แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล, เวสลีย์ โฟฟาน่า, จอนนี่ อีแวนส์, ชักลาร์ โซยุนชู, เคียร์แนน ดิวส์บิวรี่, ยูริ ตีเลอมองส์, ติโมธี คาสตาเญ่, ลุค โธมัส, ฮาร์วีย์ บาร์นส, เจมส์ แมดดิสัน, เคเลชี่ อีเฮียนาโช่


ผู้รักษาประตู : ยังคงเป็นหน้าที่ของมือหนึ่ง นั่นก็คือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล หากไม่เจ็บไม่ป่วยไปเสียก่อน

แนวรับ : น่าจะได้จัดเต็มแบบพร้อมหน้าตากันไปเลย หลังจากที่ได้ เวสลีย์ โฟฟาน่า หายจากอาการบาดเจ็บกลับมาช่วยทีมได้แล้ว จึงพร้อมลงไปประสานงานกับ จอนนี่ อีแวนส์ และ ชักลาร์ โซยุนชู

แดนกลาง : ไม่มี วิลฟรีด เอ็นดิดี้ เจอโรคเดี้ยงเล่นงาน จึงพร้อมให้ เคียร์แนน ดิวส์บิวรี่ มิดฟิลด์ดาวรุ่งลงไปยืนคุมเกมคู่ ยูริ ตีเลอมองส์ ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งเป็นหน้าที่ของ ติโมธี คาสตาเญ่ ยืนทางฝั่งซ้าย เนื่องจาก ไรอัน เบอร์ทรานท์ ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ โดยจะอยู่คนละด้านกับ ลุค โธมัส ซึ่งพร้อมลงไปประจำการทางฝั่งขวา

แนวรุก : หมดสิทธิ์ใช้งาน เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิงตัวเก่ง เพราะว่ายังไม่หายเจ็บเช่นเดียวกับ มาร์ค อัลไบรท์ตัน ปีกจอมเก๋า จึงน่าจะให้ ฮาร์วีย์ บาร์นส สวมบทเป็นตัวริมเส้นฝั่งซ้าย และให้ เจมส์ แมดดิสัน ปั้นเกมทางฝั่งขวา และวาง เคเลชี่ อีเฮียนาโช่ ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า เพราะทำผลงานโดยรวมได้ดีกว่า พัตสัน ดาก้า ซึ่งน่าจะหลุดไปเป็นตัวสำรอง


สถิติการพบกันเอง

สำหรับคู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 134 เกม ปรากฎว่า แมนฯ ยูไนเต็ด มีสถิติเหนือกว่า เพราะเป็นฝ่ายชนะ 68 เกม เสมอ 30 เกม และแพ้ 36 เกม ส่วนสถิติการเจอกันในเกมลีกเมืองผู้ดีเคยดวลแข้งกันมาแล้วทั้งหมด 127 เกม ปรากฎว่า "ปีศาจแดง" ยังคงเหนือกว่าตามสถิติชนะ 63 นัด เสมอ 30 นัด และแพ้ 34 นัด


ขณะที่ผลการพบกันเอง 5 เกมหลังสุดในศึกพรีเมียร์ลีก ปรากฎว่า เลสเตอร์ ทำได้ดีกว่า โดยเฉพาะ 3 เกมล่าสุดที่เจอกัน ปรากฎว่าไม่แพ้เลยด้วย และบุกไปชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงฤดูกาลก่อนได้ด้วยสกอร์ 2-1 อีกต่างหาก ส่วนผลการดวลแข้งกันในช่วงครึ่งทางแรกของฤดูกาลนี้ ปรากฎว่า "จิ้งจอกสยาม" เป็นใายเปิดบ้าานชนะ 4-2


ความน่าจะเป็น

ยังคงตั้งเป้าหวังเกาะกลุ่ม "ท็อปโฟร์" ใน 4 อันดับแรกให้ได้ เพื่อคว้าสิทธิ์ไปโชว์ฝีเท้าในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้า แต่ดูเหมือนว่าโอกาสของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะงานลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าผลงานโดยรวมได้ไม่ดีนัก และมีทีมคู่แข่งอีกหลายรายที่พร้อมแย่งชิงอันดับ 4 อยู่ด้วยเช่นกัน ในขณะที่พวกแข้งดังหลายๆ คนทำผลงานไม่สม่ำเสมอ จึงต้องลุ้นกันไปแบบนัดต่อนัด หากนัดไหนเล่นกันได้แบบเข้าฝักก็พร้อมเอาชนะได้ทุกทีมเลย แต่ถ้านัดไหนเล่นแย่ก็พร้อมปราชัยได้ทุกเกมเหมือนกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งการพลาดท่าให้กับทีมเล็กๆ เหมือนอย่างที่เคยเสียเชิงให้อยู่เป็นประจำเลยด้วย


ส่วน เลสเตอร์ ถือว่าฟอร์มโดยรวมดร็อปลงไปอยู่พอสมควร หากเทียบกับผลงานจากเมื่อฤดูกาลก่อน เพราะโชว์ฟอ์มในซีซั่นนี้ได้ไม่คงเส้นคงวาเอาเสียเลย และมีปัญหานักเตะผลัดกันได้รับบาดเจ็บแบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขาดหายไปของ เจมี่ วาร์ดี้ หัวหอกจอมเก๋า จึงทำให้ประสิทธิภาพในการยิงประตูลดลงไปด้วยเลย แต่ยังมีพวกแข้งเด็กแบกแบ่งภาระการสอยตาข่ายได้อยู่บ้าง ขณะที่แนวรับพร้อมกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง เพราะว่าได้ เวสลีย์ โฟฟาน่า ฟิตกลับมาลงสนามได้แบบเต็มร้อย หลังเจอโรคเดี้ยงเล่นงานจนต้องพักยาวมาตั้งแต่ช่วงออกสตาร์ทเลยนั่นเอง


คาดว่า "ปีศาจแดง" เตรียมเจองานหนักจากเกมนี้อย่างแน่นอน แต่ด้วยฝีเท้าของพวกดาวดังที่ยังคงพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวแบกทีม โดยเฉพาะ บรูโน่ แฟร์นันเดส กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จึงน่าจะช่วยให้เจ้าบ้านเก็บชัยชนะได้แบบหืดจับเหลือเกิน เพราะว่า เลสเตอร์ อาจจะโชว์ศักยภาพได้แบบไม่เต็มที่จากปัญหาเรื่องของนักเตะเจอโรคเดี้ยงเล่นงานหลายคนเลยนั่นเอง


ผลที่คาด : แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ เลสเตอร์ 2-1

ดู 90 ครั้ง