หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก : เบิร์นลีย์ VS แมนฯ ซิตี้

อัปเดตเมื่อ 9 เม.ย.

เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ เตรียมปรับแนวรับนัดเยือน เบิร์นลีย์ ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันที่ 2 เม.ย.นี้ เพื่อลุ้นเก็บชัยรั้งตำแหน่งจ่าฝูงต่อไป เพราะตอนนี้โดน "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ตามไล่จี้แบบหายใจรดต้นคอแล้วนั่นเอง



พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

เบิร์นลีย์ VS แมนฯ ซิตี้

สนาม : เทิร์ฟ มัวร์

เวลา : 21.00 น.


เบิร์นลีย์

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ สเปอร์ส 1-0 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ เลสเตอร์ 0-2 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ เชลซี 0-4 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ เบรนท์ฟอร์ด 0-2 (เยือน)


ฌอน ไดช์ กุนซือเจ้าบ้านจะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่บุกไปแพ้ เบรนท์ฟอร์ด 0-2 ในศึกพรีเมียร์ลีก ช่วงก่อนพักเบรกทีมชาติ เพื่อลุ้นกลับมาคว้าชัยหนีจากโซนตกชั้นให้ได้ เพราะยังคงวนเวียนอยู่ในท้ายตารางคะแนนตรงพื้นที่สีแดงเกือบตลอด และยังมีเกมตกค้างอยู่ในมือให้ได้ลุ้นคว้าชัยอีกถึง 2 เกมด้วย แม้จะหมดสิทธิ์ใช้งานนักเตะบางคน แต่ยังใช้งานพวกแข้งหลักได้เกือบทั้งหมด จึงพร้อมจัดผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงสนามไปเลย


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-4-2

นิค โป๊ป, คอนนอร์ โรเบิร์ตส, เจมส์ ทาร์คอฟสกี้, เบน มี, ชาร์ลี เทย์เลอร์, อารอน เลนนอน, แอชลีย์ เวสต์วู้ด, จอช บราวน์ฮิลล์, ดไวท์ แม็คนีล, วูด เวกฮอร์สท, มักซ์เวล คอร์เน็ต


ผู้รักษาประตู : พร้อมใช้งาน นิค โป๊ป ในฐานะมือหนึ่งเหมือนเช่นเคย

แนวรับ : หมดสิทธิ์ใช้งาน นาธาน คอลลินส์ ติดโทษแบน แต่น่าจะได้ เบน มี ฟิตกลัยมายืนเป็นกองหลังคู่กับ เจมส์ ทาร์คอฟสกี้ ส่วนแบ็กซ้ายน่าจะใช้ ชาร์ลี เทย์เลอร์ ต่อไป เนื่องจาก เอริค ปีเตอร์ส มีปัญหาเรื่องสภาพความฟิต และพร้อมให้ คอนนอร์ โรเบิร์ตส สวมบทเป็นแบ็กซ้ายต่อไปด้วย

แดนกลาง : ขาดเพียงแค่ โยฮันน์ กูดมุนส์สัน ต้องพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บต่อไป แต่สามารถใช้งาน แอชลีย์ เวสต์วู้ด กับ จอช บราวน์ฮิลล์ เพื่อให้ช่วยกันยืนคุมเกมได้ตามปกติ และพร้อมให้ อารอน เลนนอน ทำเกมริมเส้นฝั่งขวา ส่วนทางฝั่งซ้ายยังคงเป็นหน้าที่ของ ดไวท์ แม็คนีล เหมือนเดิม

แนวรุก : ยังคงต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ มาเตจ์ วีดร้า แต่น่าจะให้ มักซ์เวล คอร์เน็ต ลงไปยืนล่าตาข่ายคู่กับ วูด เวกฮอร์สท


แมนฯ ซิตี้

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

เอฟเอ คัพ รอบ 5 : ชนะ ปีเตอร์โบโร่ 2-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 4-1 (เหย้า)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : เสมอ สปอร์ติ้ง ลิสบอน 0-0 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ คริสตัล พาเลซ 0-0 (เยือน)

เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ชนะ เซาแธมป์ตัน 4-1 (เยือน)


"เป๊ป" โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า กุนซือ "เรือใบสีฟ้า" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่บุกไปชนะ เซาแธมป์ตัน 4-1 ในศึกเอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย ตอนช่วงก่อนพักเบรกทีมชาติ เพื่อลุ้นเก็บชัยนำเป็นจ่าฝูงต่อไป เพราะตอนนี้ ลิเวอร์พูล ทีมอันดับ 2 ทำคะแนนไล่จี้ตามมาแบบหายใจรดต้นคอเลยนั่นเอง แม้จะมีนักเตะขาดหายไปบ้าง โดยเฉพาะแนวรับที่ต้องเตรียมปรับทัพอย่างแน่นอน แต่มีลุ้นได้แข้งดังบางรายฟิตกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง โดยอาจจะพักดาวดังบางตำแหน่ง เพื่อเก็บเอาไว้ใช้งานในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ช่วงกลางสัปดาห์หน้า นั่นเอง


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

เอแดร์ซอน โมราเอส, ไคล์ วอล์กเกอร์, นาธาน อาเก้, อายเมริก ลาปอร์ก, เจา คันเซโล่, เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้, แบร์นาร์โด้ ซิลวา, ริยาด มาห์เรซ, ฟิล โฟเด้น, แจ็ค กรีลิช


ผู้รักษาประตู : เอแดร์ซอน โมราเอส พร้อมกลับมายืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่ง หลังจากที่ต้องถอนตัวจากการรับใช้ทีมชาติบราซิล เพราะมีอาการป่วยในช่วงก่อนพักเบรกทีมชาติ แต่ต้องการหายเป็นปกติดีแล้ว

แนวรับ : เตรียมปรับเปลี่ยนคู่กองหลัง เพราะยังไร้ รูเบน ดิอาส ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป และต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ จอห์น สโตนส์ อีกครั้ง จึงน่าจะให้ นาธาน อาเก้ ลงไปยืนคุมแนวรับร่วมกับ อายเมริก ลาปอร์ก ส่วนแบ็กขวาเป็นหน้าที่ของ ไคล์ วอล์กเกอร์ เช่นเดียวกับแบ็กซ้ายที่น่าจะให้ เจา คันเซโล่ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงตั้งแต่นาทีแรก

แดนกลาง : อาจจะดร็อป อิลคาย กุนโดกาน เพื่อให้ได้พัก และพร้อมให้ เควิน เดอ บรอยน์ ลงไปปั้นเกมในแผงมิดฟิลด์ร่วมกับ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ส่วนตัวตัดเกมพร้อมเป็นหน้าที่ของ โรดรี้ เหมือนเดิม

แนวรุก : ต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง แต่น่าจะถือโอกาสให้พักไปเลย ส่วนในรายของ กาเบรียล เชซุส น่าจะได้นั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน โดยคาดว่า ฟิล โฟเด้น น่าจะได้ลงไปสวมบทเป็นกองหน้าตัวเป้า และให้ ริยาด มาห์เรซ สวมบทเป็นปีกขวาฝั่งตรงกันข้ามกับ แจ็ค กรีลิช ทางด้านซ้าย


สถิติการพบกันเอง

สำหรับคู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 108 เกม ปรากฎว่า แมนฯ ซิตี้ มีสถิติเหนือกว่า เบิร์นลีย์ อยู่พอสมควร โดยเป็นฝ่ายชนะ 53 เกม เสมอ 25 เกม และแพ้ 30 เกม ส่วนสถิติการเจอกันในเกมลีกเมืองผู้ดีทุกระดับเคยดวลแข้งกันมาแล้วทั้งหมด 99 นัด ปรากฎว่า "เรือใบสีฟ้า" ยังคงเหนือกว่าตามสถิติชนะ 46 นัด เสมอ 25 นัด แพ้ 28 นัด


ขณะที่ผลการพบกันเอง 5 เกมหลังสุดในทุกรายการ ปรากฎว่า แมนฯ ซิตี้ เป็นฝ่ายเก็บชัยได้ทั้งหมดเลย โดยนัดล่าสุดที่พบกันคือในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อเดือน ต.ค.ปีก่อน ปรากฎว่า "เรือใบสีฟ้า" เป็นฝ่ายเปิดบ้านชนะ 2-0 และไม่แพ้ เบิร์นลีย์ มานานถึง 7 ปีแล้วด้วย นับตั้งแต่พลาดท่าบุกไปแพ้ 0-1 ในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2015 นั่นเอง และไม่เสียประตูให้กับ เบิร์นลีย์ ในช่วง 5 เกมหลังสุดที่พบกันอีกด้วย


ความน่าจะเป็น

เพราะว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นฝ่ายถูกไล่ล่า ทำให้ แมนฯ ซิตี้ ยังคงต้องเดินหน้าเก็บชัยชนะต่อไปให้ได้เหมือนกัน เพื่อจะได้หนีทีมที่ไล่ตามหลังมาแบบกระชั้นชิด โดยเฉพาะ ลิเวอร์พูล ในฐานะทีมคู่แข่งลุ้นแชมป์เบอร์หนึ่งเลยด้วย แม้จะมีปัญหาเรื่องแนวรับจากการขาดหายไปของ 2 กองหลังตัวหลัก และมีคิวลงเตะเกมสำคัญในศึกลูกหนังสโมสรยุโรปช่วงกลางสัปดาห์หน้าด้วย แต่ทีมเยือนยังคงต้องจัดทีมชุดที่ดีที่สุดลงสนามเพื่อคว้าชัยให้ได้ จึงน่าจะได้เห็นพวกแข้งดังออกสตาร์ทเป็นตัวจริงหลายคน โดยตอนนี้ไร้พ่ายจากการลงเล่นในทุกรายการมาแล้วถึง 6 นัดเลยด้วย


ด้าน เบิร์นลีย์ ต้องพยายามรีดฟอร์มเก่งเพื่อกลับมาคว้าชัยให้ได้อีกครั้ง หลังไม่พบกับชัยชนะมาแล้วถึง 4 เกม และพบกับความปราชัยมาแล้วถึง 3 เกมติดต่อกันเลยด้วย นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องเกมรุกด้วย เพราะสอยตาข่ายไม่ได้มาแล้วถึง 3 เกมซ้อน แถมตอนนี้เป็นทีมที่ยิงประตูได้น้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ในศึกพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 22 ลูก ซึ่งมากกว่า นอริช ที่สอยตาข่ายได้น้อยที่สุดเพียงแค่ 4 ลูกเท่านั้น แต่ยังมีเกมรับที่ดีอยู่พอสมควร เพราะเสียประตูไปแล้ว 38 ลูกจากการลงสนาม 27 เกม


คาดว่า "เรือใบสีฟ้า" ยังคงพร้อมจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนาม และมีแนวรับที่แข็งแกร่งที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีกจากการเสียประตูน้อยที่สุดเพียง 18 ลูก จึงน่าจะเป็นฝ่ายบุกไปเก็บ 3 คะแนนเต็มได้สำเร็จ เพราะว่า เบิร์นลีย์ มีศักยภาพเป็นรองอยู่พอสมควร และไม่น่าจะต้านทานทีมเยือนเอาไว้ได้


ผลที่คาด : เบิร์นลีย์ แพ้ แมนฯ ซิตี้ 0-2



ดู 53 ครั้ง