หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก : เซาแธมป์ตัน VS เชลซี

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ส่อพักแข้งหลักบางรายเพื่อเก็บเอาไว้เล่นเกมชี้ชะตาในบอลยุโรป แต่ยังพร้อมให้พวกดาวดังออกสตาร์ทเป็นตัวจริง โดยเฉพาะ ไค ฮาเวิร์ตซ กองหน้าตัวความหวังสูงสุดนัดบุกไปเยือน "นักบุญ" เซาแธมป์ตัน ฟอร์มแย่จากการไร้ชัยชนะมาแบบต่อเนื่องในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันที่ 9 เม.ย.นี้


พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

เซาแธมป์ตัน VS เชลซี

สนาม : เซนต์ แมร์รีส์ สเตเดี้ยม

เวลา : 21.00 น.


เซาแธมป์ตัน

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ แอสตัน วิลล่า 0-4 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ นิวคาสเซิ่ล 1-2 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ วัตฟอร์ด 1-2 (เหย้า)

เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : แพ้ แมนฯ ซิตี้ 1-4 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 (เยือน)


ราล์ฟ ฮาเซนฮุตเทิ่ล กุนซือ "นักบุญ" จะปรับทัพจาเกมล่าสุดที่บุกไปเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก เพื่อลุ้นกลับมาคว้าชัยให้ได้อีกครั้ง หลังสะกดคำว่าชนะไม่เป็นมาแล้วถึง 5 เกมจากการลงในทุกรายการ และเป็นความพ่ายแพ้ถึง 4 นัดเลยด้วย แม้จะไม่สามารถใช้งานนักเตะบางคน โดยเฉพาะ อาร์มันโด้ โบรย่า กองหน้าที่ยืมตัวมาจาก เชลซี แต่พวกแข้งหลักรายอื่นๆ ยังคงพร้อมออกสตาร์ทเป็นตัวจริง


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-4-2

ฟราเซอร์ ฟอร์สเตอร์, วาเลนติโน่ ลิฟราเมนโต้, แยน เบดนาเร็ค, โมฮาเม็ด ซาลิซู, ไคล์ วอล์กเกอร์-ปีเตอร์ส, สจ๊วร์ต อาร์มสตรอง, เจมส์ วอร์ด พราวส์, โอริออล โรเมว, โมฮาเม็ด เอลยูนุสซี่, เช อดัมส์, อดัม อาร์มสตรอง


ผู้รักษาประตู : ยังคงเป็นหน้าที่ของ ฟราเซอร์ ฟอร์สเตอร์ นายด่านจอมเก๋า เนื่องจาก อเล็กซ์ แม็คคาร์ธีย์ นายทวารมือหนึ่งยังไม่หายจากโรคเดี้ยงนั่นเอง

แนวรับ : พร้อมให้ แยน เบดนาเร็ค ยืนเป็นกองหลังคู่กับ โมฮาเม็ด ซาลิซู เหมือนเดิม ส่วนแบ็กขวาเป็นหน้าที่ของ วาเลนติโน่ ลิฟราเมนโต้ อดีตเด็กปั้น เชลซี ขณะที่แบ็กขวาน่าจะใช้งาน ไคล์ วอล์กเกอร์-ปีเตอร์ส ต่อไป

แดนกลาง : ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยจะให้ เจมส์ วอร์ด พราวส์ ยืนคุมเกมร่วมกับ โอริออล โรเมว ส่วนตัวริมเส้นทั้ง 2 ฝั่งจะให้ โมฮาเม็ด เอลยูนุสซี่ ยืนอยู่ทางซ้ายตรงข้ามกับ สจ๊วร์ต อาร์มสตรอง ทางฝั่งขวา

กองหน้า : หมดสิทธิ์ใช้งาน อาร์มันโด้ โบรย่า ติดเงื่อนไขยืมตัวมาจาก เชลซี และน่าจะดร็ป นาธาน เรดมอนด์ เอาไว้ที่ข้างสนาม เพื่อให้ เช อดัมส์ กับ อดัม อาร์มสตรอง ยืนล่าตาข่ายร่วมกัน


เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ นิวคาสเซิ่ล 1-0 (เหย้า)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : ชนะ ลีลล์ 2-1 (เยือน)

เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ 2-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ เบรนท์ฟอร์ด 1-4 (เหย้า)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก : แพ้ เรอัล มาดริด 1-3 (เหย้า)


โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือ "สิงโตน้ำเงินคราม" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่แพ้ เรอัล มาดริด 1-3 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เพื่อลุ้นกลับมาคว้าชัยอีกครั้ง หลังแพ้คาบ้านมาแล้วถึง 2 เกมติดต่อกัน แม้จะใช้งานพวกแข้งหลักได้เกือบทั้งหมด แต่น่าจะมีการโรเตชั่นเพื่อให้นักเตะสำรองลงเล่นในบางตำแหน่ง เพราะจะเก็บพวกแข้งหลักบางรายเอาไว้ใช้งานในเกมชี้ชะตาผ่านเข้ารอบบอลยุโรปช่วงกลางสัปดาห์หน้านั่นเอง แต่น่าจะได้เห็น ไค ฮาเวิร์ตซ ยืนค้ำในแนวรุกเหมือนเดิม เพราะเป็นนักเตะที่น่าจะฝากความหวังในแดนหน้าได้มากที่สุด


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 3-4-2-1

เอดูอาร์ เมนดี้, เทรโวห์ ชาโลบาห์, ติอาโก้ ซิลวา, มาแล็ง ซาร์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอส อลอนโซ่, เมสัน เมาท์, ฮาคิม ซีเย็ค, ไค ฮาเวิร์ตซ


ผู้รักษาประตู : ยังคงให้ เอดูอาร์ เมนดี้ ยืนเฝ้าเสาเป็นตัวจริงต่อไป แม้จะเพิ่งเล่นผิดพลาดจากเกมล่าสุดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก็ตาม

แนวรับ : น่าจะพัก อันโตนิโอ รูดิเกอร์ กับ อันเดรียส คริสเตนเซ่น เพื่อเก็บตัวเอาไว้ใช้งานในเกมยุโรป และน่าจะให้ มาแล็ง ซาร์ กับ เทรโวห์ ชาโลบาห์ ลงไปยืนเป็นกองหลังร่วมกับ ติอาโก้ ซิลวา

แดนกลาง : อาจจะดร็อป เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เพื่อให้ มาเตโอ โควาซิช ลงไปยืนคุมเกมคู่กับ จอร์จินโญ่ ส่วนแบ็กขวาน่าจะเลือก เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า เหนือกว่า รีซ เจมส์ ขณะที่แบ็กซ้ายยังคงไร้ เบน ชิลเวลล์ จึงพร้อมให้ มาร์กอส อลอนโซ่ ลงไปทำหน้าที่นี้เหมือนเดิม

แนวรุก : ส่อให้ คริสเตียน พูลิซิช นั่งเป็นตัวสำรอง เพื่อให้ ฮาคิม ซีเย็ค สวมบทเป็นตัวปั้นเกมร่วมกับ เมสัน เมาท์

กองหน้า : ยังคงดร็อป 2 หัวหอก นั่นก็คือ ติโม แวร์เนอร์ กับ โรเมลู ลูกากู เอาไว้ที่ข้างสนาม เพื่อให้ ไค ฮาเวิร์ตซ ยืนค้ำเอาไว้เหมือนเดิม


สถิติการพบกันเอง

คู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 118 เกม ปรากฎว่า เชลซี มีสถิติเหนือกว่าอยู่พอสมควร โดยเป็นฝ่ายชนะ 47 เกม เสมอ 32 เกม และแพ้ 29 เกม ส่วนผลนัดล่าสุดที่พบกันในสนามแห่งนี้จากเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลก่อน ปรากฎว่า เสมอ 1-1


สำหรับผลจากเกมที่พบกันในนัดแรกของฤดูกาลนี้ ปรากฎว่า เชลซี เปิดบ้านชนะ 3-1 และนัดล่าสุดที่พบกันคือในศึกคาราบาว คัพ รอบ 3 ปรากฎว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เปิดบ้านชนะ 3-1 ส่วนผลการเจอกัน 5 เกมหลังสุดในทุกรายการ ปรากฎว่า เชลซี แพ้นัดเดียว แต่ชนะแค่นัดเดียวด้วยเช่นกัน และลงเอยด้วยผลเสมออีก 3 เกม


ความน่าจะเป็น

หมดสภาพแชมป์สโมสรยุโรปจากเกมเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ เชลซี พร้อมมุ่งมั่นเพื่อลุ้นกลับมาเก็บชัยให้ได้ และเป็นการเรียกความมั่นใจกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งด้วย เพราะว่าก่อนหน้านี้ก็พบกับความพ่ายแพ้คาบ้านในศึกพรีเมียร์ลีก จึงต้องหยุดถิติชนะรวด 6 เกมในทุกรายการไปด้วยเลย แม้จะยังคงมีปัญหาในเรื่องของผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้า เพราะยิงประตูไม่น้อยเหลือเกิน ทั้งๆ ที่มีโอกาสลุ้นสอยตาข่ายในแต่ละเกมได้หลายครั้ง แต่ยังคงเล่นกันแบบขาดความมั่นใจ ทว่าพวกผู้เล่นในตำแหน่งอื่นๆ ยังคงพร้อมเติมเกมรุกขึ้นไปช่วยยิงประตูกันเหมือนเดิม


ส่วน เซาแธมป์ตัน ยังตามหาฟอร์มเก่งไม่เจอเสียที แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยไร้พ่ายจากการลงเล่นในทุกรายการถึง 7 เกมติดต่อกัน แต่หลังจากนั้นกลับฟอร์มหลุดแบบดื้อๆ และตอนนี้ไม่พบกับชัยชนะมาแล้วถึง 5 เกมซ้อนเลยด้วย จึงไม่สามารถขยับขึ้นไปเกาะกลุ่มบนหัวตารางคะนนได้เหมือนอย่างที่หวัง และยังคงอยู่ตรงกลางตารางคะแนนต่อไป แต่ยังสามารถจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามได้ตามเดิม เพราะใช้งานพวกแข้งได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นเพียงแค่ อาร์มันโด้ โบรย่า ซึ่งติดเงื่อนไขห้ามลงสนามในเกมพบกับทีมต้นสังกัดที่แท้จริง


คาดว่าทั้งสองทีมพร้อมเปิดเกมแลกเข้าใส่กัน เพราะต้องการเก็บชัยเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมาคืนมาเหมือนกันเลย แม้ชื่อชั้นของ เชลซี จะดูเหนือกว่าเยอะเลย แต่ว่า เซาแธมป์ตัน พร้อมสู้แบบเต็มที่แน่ๆ แต่ด้วยจังหวะทีเด็ดทีขาด และมีขุมกำลังนักเตะสำรองฝีเท้าดีที่พร้อมลงไปช่วยพลิกเกมด้วย ทำให้ "สิงโตน้ำเงินคราม" น่าจะมีโอกาสเก็บ 3 คะแนนได้มากกว่า แต่น่าจะเป็นการเฉือนกันด้วยสกอร์ไม่ขาดลอย


ผลที่คาด : เซาแธมป์ตัน แพ้ เชลซี 1-2

ดู 6 ครั้ง