หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก : นิวคาสเซิ่ล VS ลิเวอร์พูล

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เตรียมปรับทัพบางตำแหน่ง โดยอาจจะใช้ 3 ประสานแนวรุก หลุยส์ ดิอาซ, ดิโอโก้ โจต้า และ โมฮาเม็ด ซาล่าห์ ลงไปยืนล่าตาข่ายนัดเยือน "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันที่ 30 เม.ย.นี้ เพื่อลุ้นเก็บชัยเบียดลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้กันต่อไป


วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก : นิวคาสเซิ่ล VS ลิเวอร์พูล
วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก : นิวคาสเซิ่ล VS ลิเวอร์พูล

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

นิวคาสเซิ่ล VS ลิเวอร์พูล

สนาม : เซนต์ เจมส์ ปาร์ค

เวลา : 18.30 น.


นิวคาสเซิ่ล

เอ็ดดี้ ฮาว กุนซือ "สาลิกาดง" จะปรับทัพบางตำแหน่ง เพื่อลุ้นเก็บชัยขยับขึ้นไปเกาะกลุ่มครึ่งบนของตารางคะแนนต่อไป โดยมีเป้าหมายหลักคือการจบฤดูกาลนี้ด้วยอันดับที่มีเลขตัวเดียวให้ได้ หลังสลัดหนีจากโซนท้ายตารางในพื้นที่ตกชั้นได้แบบน่าชื่นชม และได้ปักหลักอยู่รอดปลอดภัยในศึกพรีเมียร์ลีกเรียบร้อยแล้วด้วย นับตั้งแต่ได้กลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบียเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อช่วงปลายปีก่อน และมีการลงทุนซื้อผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสริมทัพหลายคนเลย ทำให้ฟอร์มการเล่นของทีมดีขึ้นแบบต่อเนื่องไปเลยด้วย จึงสามารถพลิกสถานการณ์จากที่เคยต้องหนีตายให้กลับมาอยู่รอดแบบไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไป แถมยังพร้อมต่อยอดไปสู่การทำผลงานให้ดีที่สุดอีกด้วย

11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

มาร์ติน ดูบราฟก้า, ยามาล ลาสเซลเลส, แดน เบิร์น, เอมิล คราฟธ์, แมตต์ ทาร์เกตต์, บรูโน่ กีมาเรส, จอนโจ้ เชลวีย์, โจ วิลล็อค, มิเกล อัลมิรอน, โจลินตอน, อัลแล็ง แซงต์-มักซิแม็ง


ผู้รักษาประตู : พร้อมให้ มาร์ติน ดูบราฟก้า ยืนเฝ้าเสาต่อไป เพราะถูกวางตัวให้สวมบทเป็นมือหนึ่งอยู่แล้วนั่นเอง

แนวรับ : ไม่น่าจะใช้งาน คีแรน คลาร์ก กับ ฟาเบียน ชาร์ เพราะน่าจะให้ไว้ใจฝีเท้าของ ยามาล ลาสเซลเลส ยืนเป็นกองหลังคูกับ แดน เบิร์น ส่วนแบ็กขวาไม่มี คีแรน ทริปเปียร์ ได้รับบาดเจ็บอยูแล้ว จึงพร้อมให้ เอมิล คราฟธ์ ยืนทำหน้าที่นี้ต่อไป เช่นเดียวกับ แมตต์ ทาร์เกตต์ ซึ่งจะสวมบทเป็นแบ็กซ้ายตามเดิม

แดนกลาง : เตรียมวาง บรูโน่ กีมาเรส เป็นตัวหลัก เพราะทำผลงานได้โดดเด่นแบบต่อเนื่อง และน่าจะดร็อป ฌอน ลองสตาฟฟ์ กลับไปนั่งเป็นตัวสำรอง เพื่อให้ จอนโจ้ เชลวีย์ ลงไปคุมเกมร่วมกับ โจ วิลล็อค อีกครั้ง

กองหน้า : น่าจะดร็อป คริส วู้ด เป็นตัวสำรองต่อไป และยังคงไร้ คัลลัม วิลสัน ได้รับบาดเจ็บ เพื่อให้ โจลินตอน สวมบทเป็นกองหน้าตัวเป้าตามเดิม หลังโชว์ฟอร์มเฉียบจากการยิงประตูได้แบบต่อเนื่อง ส่วนตัวรุกฝั่งขวามีลุ้นได้ ไรอัน ฟราเซอร์ ฟิตกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง แต่น่าจะให้ มิเกล อัลมิรอน กลับมาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงมากกว่า ยาค็อบ เมอร์ฟี่ ขณะที่ตัวรุกฝั่งซ้ายยังคงเป็นหน้าที่ของ อัลแล็ง แซงต์-มักซิแม็ง เหมือนเช่นเคย


ลิเวอร์พูล

เจอร์เกน คลอปป์ กุุนซือ "หงส์แดง" เตรียมปรับทัพบางตำแหน่งด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการโรเตชั่นให้แข้งหลักบางรายได้พักบ้าง หลังกรำศึกหนักมาแบบต่อเนื่องเลย โดยพร้อมเดินหน้าเก็บชัยเพื่อตามล่าแชมป์ฤดูกาลนี้นั่นเอง หลังไล่ตามหลัง "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ ทีมจ่าฝูงเพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยก็ตาม เพราะจะต้องคว้าชัยในเกมที่เหลือให้ได้ทั้งหมดไปก่อน และต้องภาวนาให้ทีมคู่แข่งลุ้นแชมป์พลาดท่าสะดุดจากความพ่ายแพ้ หรือลงเอยด้วยผลเสมอเสียบ้าง จึงจะมีโอกาสได้แซงหน้าขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของตารางคะแนนนั่นเอง


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

อลิสซอน เบ็คเกอร์, โจเอล มาทิป, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, นาบี้ เกอิต้า, ฟาบินโญ่, ติอาโก้ อัลคานทาร่า, หลุยส์ ดิอาซ, โมฮาเม็ด ซาล่าห์, ดิโอโก้ โจต้า


ผู้รักษาประตู : ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน เพราะยังคงเป็นหน้าที่ของ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ในฐานะมือหนึ่งที่จะได้ยืนเฝ้าเสาต่อไป

แนวรับ : อาจมีการปรับเปลี่ยนบางตำแหน่ง แต่พร้อมให้ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ยืนเป็นกองหลังตัวหลัก โดยน่าจะได้ประสานร่วมกับ โจเอล มาทิป มากกว่า อิบราฮิม่า โกนาเต้ ซึ่งจะได้นั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน ส่วนแบ็กซ้ายน่าจะชั่งใจให้ คอสตาส ซิมิคาส ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง แต่น่าจะเน้นความชัวร์ด้วยการส่ง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ลงไปยืนประจำการคนละฝั่งกับ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในตำแหน่งแบ็กขวามากกว่า

แดนกลาง : น่าจะดร็อป จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ เจมส์ มิลเนอร์ เอาไว้ที่ข้างสนาม เพื่อให้ นาบี้ เกอิต้า ลงไปยืนคุมเกมร่วมกับ ติอาโก้ อัลคานทาร่า รวมถึง ฟาบินโญ่ ซึ่งพร้อมเป็นทำหน้าที่แกนหลักในแผงมิดฟิลด์อยู่แล้ว

กองหน้า : ยังคงมีตัวเลือกให้ใช้งานได้เพียบเลย แต่ไม่น่าจะใช้งาน ทาคูมิ มินามิโนะ กับ ดิว็อค โอริกี้ ซึ่งจะนั่งเป็นตัวสำรองต่อไป และอาจจะดร็อป ซาดิโอ มาเน่ ซึ่งมีปัญหาเรื่องสภาพความฟิตให้ได้พัก เช่นเดียวกับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เพิ่งฟื้นตัวจากโรคเดี้ยง เพื่อเปิดทางให้ หลุยส์ ดิอาซ ลงไปประสานงานร่วมกับ ดิโอโก้ โจต้า และ โมฮาเม็ด ซาล่าห์ ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกในตอนนี้นั่นเอง


สถิติการพบกันเอง

คู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 180 เกม ปรากฎว่า ลิเวอร์พูล มีสถิติเหนือกว่า ชนะ 87 เกม เสมอ 44 เกม และแพ้ 49 เกม ส่วนผลนัดล่าสุดที่พบกันในสนามแห่งนี้ในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ปรากฎว่า ลงเอยด้วยผลเสมอแบบไร้สกอร์ 0-0


สำหรับผลจากเกมที่พบกันในนัดแรกของฤดูกาลนี้ ปรากฎว่า ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายเปิดบ้านชนะ 3-1 ส่วนผลการเจอกัน 5 เกมหลังสุดในทุกรายการ ปรากฎว่า "หงส์แดง" เหนือกว่าจากการไม่แพ้เลย โดยเก็บชัยได้ถึง 3 เกม และลงเอยด้วยผลเสมออีก 2 เกม สำหรับผลงาน 5 เกมหลังสุดที่สนามแห่งนี้ ปรากฎว่า นิวคาสเซิ่ล สามารถต่อกรได้ดีพอสมควร โดยเป็นฝ่ายชนะ 1 เกม เสมอ 2 เกม และแพ้ 2 เกม


ความน่าจะเป็น

เป้าหมายหลักของ ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นเรื่องของการเดินหน้าเก็บชัยให้ได้ต่อไป เพื่อไล่กดดัน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมจ่าฝูงนั่นเอง แต่ก็จะต้องภาวนาให้ "เรือใบสีฟ้า" เกิดอาการสะดุดบ้าง เพื่อจะได้ขยับแซงหน้าขึ้นไปยึดอันดับ 1 บนหัวตารางคะแนนนั่นเอง โดยพร้อมจัดทีมชุดใหญ่ลงสนาได้เลยด้วย แต่น่าจะพักแข้งกลักเอาไว้บางราย เพราะมีโปรแกรมลงเตะรอบตัดเชือกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในช่วงกลางสัปดาห์หน้าอีกหนึ่งเกมนั่นเอง


ส่วน นิวคาสเซิ่ล ยังคงโชว์ฟอร์มดีแบบต่อเนื่อง จึงสามารถขยับหนีจากโซนตกชั้นขึ้นมาอยู่ตรงกลางตารางคะแนนได้แล้วด้วย และไม่ต้องพูดถึงเรื่องหนีตายอีกต่อไป เพราะจะได้อยู่ปักหลักบนลีกสูงสุดเมืองผู้ดีต่อไปแน่นอนแล้ว ในส่วนของเรื่องตัวผู้เล่นยังคงใช้งานพวกแข้งหลักได้เกือบทั้งหมด แถมยังพวกแข้งใหม่ที่เพิ่งซื้อมาร่วมทีมในช่วงเปิดตลาดนักเตะหน้าหนาวเริ่มทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วด้วย


คาดว่าเกมนี้น่าจะเปิดเกมแลกใส่กันแบบสนุก เพราะว่าทั้งสองทีมยังคงมีเป้าหมายที่จะต้องไปถึงปลายทางให้ได้ โดยตอนนี้ ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นทีมที่แนวรุกดีที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีกจากการสอยตาข่ายได้มากถึง 85 ลูก และมีแนวรับที่เหนียวแน่นจากการโดนสอยตาข่ายไปเพียงแค่ 22 ลูก ส่วน "สาลิกาดง" มีแนวรับที่ไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีจังหวะความผิดพลาดให้เห็นกันอยู่บ้าง ทำให้ "หงส์แดง" น่าจะมีโอกาสบุกไปเก็บ 3 คะแนนเต็มได้มากกว่า


ผลที่คาด : นิวคาสเซิ่ล แพ้ ลิเวอร์พูล 1-2

ดู 626 ครั้ง