หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก: นิวคาสเซิ่ล VS เชลซี

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เตรียมปรับทัพหลายตำแหน่ง โดยแนวรุกยังคงให้ ปิแอร์-เอเมริก โอบาเมยอง ยืนค้ำแนวรุกนัดเยือน "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันที่ 12 พ.ย.นี้ เพื่อลุ้นกลับมาคว้าชัยอีกครั้ง หลังสะกดคำว่าชนะไม่เป็นมาแล้วถึง 4 เกมติดต่อกัน


Premier League Football Analysis: Newcastle Vs Chelsea
Premier League Football Analysis: Newcastle Vs Chelsea

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

นิวคาสเซิ่ล VS เชลซี

สนาม : เซนต์ เจมส์ ปาร์ค

เวลา : 00.30 น.


นิวคาสเซิ่ล

ผลงาน 5 เกมหลังสุดในศึกพรีเมียร์ลีก

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ เอฟเวอร์ตัน 1-0 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ 2-1 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ แอสตัน วิลล่า 4-0 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ เซาแธมป์ตัน 4-1 (เยือน)


คาดว่ากุนซือ เอ็ดดี้ ฮาว จะปรับทัพบางตำแหน่ง เพื่อลุ้นเก็บชัยไลบี้ทีมรองจ่าฝูงต่อไป โดยตอนนี้อยู่อันดับ 3 แข่ง 14 นัด มี 27 คะแนน ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 2 อยู่ 4 คะแนน แะไร้พ่ายในศึกพรีเมียร์ลีกมาแล้วถึง 9 เกม แถมยังเก็บชัยมาแล้วถึง 4 เกมติตด่อกันเลยด้วย แม้จะมีนักเตะได้รับบาดเจ็บอยู่บ้าง แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดทีมชุดใหญ่ลงสนาม เพราะยังใช้งานพวกแข้งหลักได้เกือบทั้งหมด


11 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

นิค โป๊ป, สเวน บ็อตแมน, ฟาเบียน ชาร์, แดน เบิร์น, คีแรน ทริปเปียร์, โจ วิลล็อค, บรูโน่ กีมาเรส, ฌอน ลองสต๊าฟฟ์, โจลินตอน, คัลลัม วิลสัน, มิเกล อัลมิรอน


ผู้รักษาประตู : พร้อมให้ นิค โป๊ป ยืนเฝ้าเสาเป็นตัวจริงเหมือนเดิม เพราะถูกวางตัวให้สวมบทเป็นมือหนึ่งอยูาแล้ว ส่วนในรายของ คาร์ล คาร์โรว์ ยังคงเป็นตัวสำรองในฐานะมือสองนั่นเอง


แนวรับ : ไม่มี พอล ดัมเมตต์ ได้รับบาดเจ็บ และไม่น่าจะให้ ยามาล ลาสเซเลส ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง โดยคู่กองหลังพร้อมใช้งาน สเวน บ็อตแมน ยืนคุมแนวรับคู่กับ ฟาเบียน ชาร์ เหมือนเดิม ส่วนแบ็กซ้ายยังคงเป็นหน้าที่ของ แดน เบิร์น ทำให้ แมตต์ ทาร์เกตต์ ต้องนั่งเป็นตัวสำรองต่อไป ซึ่งจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ คีแรน ทริปเปียร์ ในตำแหน่งแบ็กขวา เพราะเป็นตัวเลือกอันดับแรกเหนือกว่า ฆาเบียร์ มานควิโญ่ นั่นเอง ขณะที่ เอมิล คราฟธ ยังคงต้องพักรักษาโรคเดี้ยงต่อไป

แดนกลาง : ส่อดร็อป จอนโจ้ เชลวีย์ นั่งอยู่ที่ข้างต่อไป เช่นเดียวกับ ยาค็อบ เมอร์ฟีย์, เอลเลียต อันเดอร์สัน และ ไรอัน ฟราเซอร์ เพราะน่าจะให้ โจ วิลล็อค, บรูโน่ กีมาเรส รวมถึง ฌอน ลองสต๊าฟฟ์ ลงไปยืนคุมแผงมิดฟิลด์เหมือนเดิม


แนวรุก : หมดสิทธิ์ใช้งาน แมตต์ ริชชี่ รวมถึง อเล็กซานเดอร์ อิซัค ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป แต่จะได้ โจลินตอน พ้นโทษแบนกลับมาสวมบทเป็นปีกซ้ายอีกครั้ง ทำให้ อัลแล็ง แซงต์ มักซิแม็ง ต้องนั่งเป็นตัวสำรองเหมือนเดิม ส่วนปีกขวายังคงเป็นหน้าที่ของ มิเกล อัลมิรอน ซึ่งโชว์ฟอร์มสุดเฉียบจากการยิงประตูได้แบบต่อเนื่องเลย ขณะที่กองหน้าเตรียมดร็อป คริส วู้ด เป็นตัวสำรอง เพื่อให้ คัลลัม วิลสัน สวมบทเป็นหัวหอกเหมือนอย่างนัดก่อน


เชลซี

ผลงาน 5 เกมหลังสุดในศึกพรีเมียร์ลีก

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ แอสตัน วิลล่า 2-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ เบรนท์ฟอร์ด 0-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ ไบรท์ตัน 1-4 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ อาร์เซนอล 0-1 (เหย้า)


คาดว่ากุนซือ เกรแฮม พ็อตเตอร์ จะปรับทัพบางตำแหน่ง เพื่อลุ้นกลับมาคว้าชัยในศึกพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังสะกดคำว่าชนะไม่เป็นมาแล้วถึง 4 เกม โดยตอนนี้อยู่อันดับ 7 แข่ง 13 นัด มี 21 คะแนน แม้จะมีนักเตะได้รับบาดเจ็บยาวเป็นหางว่าวเลย แต่ยังสามารถจัดทีมชุดที่ดีที่สุดลงสนามได้อยู่ เพราะใช้งานพวกแข้งหลักได้อีกหลายคนเลย


11 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

เอดูอาร์ เมนดี้, เทรโวห์ ชาโลบาห์, ติอาโก้ ซิลวา, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, มาร์ค คูคูเรย่า, มาเตโอ โควาซิช, เดนิส ซากาเรีย, เมสัน เมาท์, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, ไค ฮาเวิร์ตซ, ปิแอร์-เอเมริก โอบาเมยอง


ผู้รักษาประตู : หมดสิทธิ์ใช้งาน เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป ทำให้ เอดูอาร์ เมนดี้ เตรียมสวมบทเป็นมือหนึ่งเพื่อยืนเฝ้าเสาเป็นตัวจริง และพร้อมให้ มาร์คัส เบตติเนลลี่ สวมบทเป็นมือสองนั่งเป็นตัวสำรองเหมือนเดิม


แนวรับ : ไม่มี เวสลีย์ โฟฟาน่า ยังไม่หายจากโรคเดี้ยง จึงน่าจะให้ เทรโวห์ ชาโลบาห์ ยืนเป็นกองหลังคู่กับ ติอาโก้ ซิลวา ทำให้ คาลิดู คูลิบาลี่ เตรียมนั่งเป็นตัวสำรองต่อไป ส่วนแบ็กซ้ายพร้อมให้ มาร์ค คูคูเรย่า ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เนื่องจาก เบน ชิลเวลล์ ยังต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป ขณะที่แบ็กขวาเป็นหน้าที่ของ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า เหมือนเดิม เพราะยังคงไร้เงา รีซ เจมส์ ได้รับบาดเจ็บแบบยาวๆ ไปเลย


แดนกลาง : ไร้เงา เอ็นโกโล่ ก็องเต้ รวมถึง คาร์นีย์ ชุควูเอเมก้า ต้องพักรักษาโรคเดี้ยงตามเดิม เช่นเดียวกับ จอร์จินโญ่ ซึ่งได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมไปอีกราย จึงน่าจะให้ เดนิส ซากาเรีย ลงไปยืนคุมเกมร่วมกับ มาเตโอ โควาซิช และ เมสัน เมาท์ ส่วนในรายของ คอนอร์ กัลลาเกอร์ รวมถึง รูเบน ลอฟตัส ชีค เตรียมนั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน

แนวรุก : น่าจะใช้งาน 3 ประสาน โดยให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง สวมบทเป็นปีกขวา และวางตัว ปิแอร์-เอเมริก โอบาเมยอง ทำหน้าที่เป็นปีกซ้าย ส่วนกองหน้าตัวเป้าจะให้ ไค ฮาเวิร์ตซ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ทำให้ อาร์มันโด้ โบรย่า เตรียมนั่งเป็นตำสำรองในตำแหน่งหัวหอก เช่นเดียวกับ ฮาคิม ซีเย็ค รวมถึง คริสเตียน พูลิซิช ซึ่งเตรียมอยู่ที่ข้างสนามคอยสแตนบายทางแนวรุกริมเส้นนั่นเอง


สถิติการพบกันเอง

สำหรับคู่นี้เคยดวลแข้งกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 146 เกม ปรากฎว่า เชลซี มีสถิติเหนือกว่า โดยเป็นฝ่ายชนะ 64 เกม เสมอ 35 เกม และแพ้ 47 เกม ส่วนผลการพบกันนัดล่าสุดในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2022 ปรากฎว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เป็นฝ่ายเปิดบ้านเฉือนชนะ 1-0 สำหรับผลการพบกันในสนามแห่งนี้นัดล่าสุดเกิดขึ้นในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2021 ปรากฎว่า นิวคาสเซิ่ล เป็นฝ่ายแพ้คาบ้าน 0-3


สถิติที่เคยพบกัน 5 เกมหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2020 : นิวคาสเซิ่ล ชนะ เชลซี 1-0

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2020 : นิวคาสเซิ่ล แพ้ เชลซี 0-2

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2021 : เชลซี ชนะ นิวคาสเซิ่ล 2-0

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2021 : นิวคาสเซิ่ล แพ้ เชลซี 0-3

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2022 : เชลซี ชนะ นิวคาสเซิ่ล 1-0


ความน่าจะเป็น

นอกจากจะมีปัญหานักเตะได้รับบาดเจ็บหลายคน ตอนนี้ เชลซี ยังตามหาทีมที่ลงตัวที่สุดยังไม่เจอเลยด้วย เพราะว่ามีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นแทบทุกเกมเลย จึงส่งผลกระทบต่อเรื่องของฟอร์มการเล่นไปด้วยเช่นกัน เพราะสะกดคำว่าชนะในศึกพรีเทียร์ลีกไม่เป็นมาแล้วถึง 4 เกมเลยด้วย ซึ่งตรงกันข้ามกับ นิวคาสเซิ่ล ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมแบบต่อเนื่อเลย และมีนักเตะหลายๆ คนยังคงอยู่ในช่วงฟอร์มเข้าฝักจากการทำผลงานได้แบบเข้าตามากๆ คาดว่า “สิงโตน้ำเงินคราม” มีชื่อชั้นเหนือกว่าก็จริง แต่ “สาลิกาดง” กำลังฟอร์มแรงจนก้าวเท้าขึ้นไปเกาะกลุ่มบนหัวตารางคะแนนได้ด้วย และมีอันดับบนตารางคะแนนเหนือกว่าอีกต่างหาก ดังนั้นชัยชนะน่าจะตกเป็นของเจ้าบ้านมากกว่า


ผลที่คาด : นิวคาสเซิ่ล ชนะ เชลซี 2-0


บทความนี้นับสนุนโดย Siam99 เว็บคาสิโนออนไลน์ที่นึ่งในประเทศไทย


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ฟุตบอล และ EPL

ดู 156 ครั้ง