หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด VS ลิเวอร์พูล

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ยังคงมีปัญหานักเตะเดี้ยงเพียบก่อนเกม "แดงเดือด" และหมดสิทธิ์ใช้งาน ดาร์วิน นูนเญซ ติดโทษแบนนัดบุกไปเยือน "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งยังตามหาฟอร์มเก่งไม่เจอในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันที่ 22 ส.ค.นี้ เพื่อแย่งกันคว้าชัยเป็นนัดแรกของฤดูกาลนี้ให้ได้


วิจารณ์บอลพรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด VS ลิเวอร์พูล
วิจารณ์บอลพรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด VS ลิเวอร์พูล

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด VS ลิเวอร์พูล

สนาม : โอลด์ แทรฟฟอร์ด

เวลา : 02.00 น.


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

นัดกระชับมิตร : เสมอ แอสตัน วิลล่า 2-2 (สนามกลาง)

นัดกระชับมิตร : แพ้ แอตเลติโก มาดริด 0-1 (สนามกลาง)

นัดกระชับมิตร : เสมอ ราโย บัลเยกาโน่ 1-1 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ ไบรท์ตัน 1-2 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ เบรนท์ฟอร์ด 0-4 (เยือน)


คาดว่ากุนซือ เอริค เทน ฮาก จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่บุกไปแพ้ เบรนท์ฟอร์ด 0-4 ในศึกพรีเมียร์ลีก หลังประสบปัญหาหลายๆ อย่างรุมเร้า และส่งผลกระทบต่อผลงานในสนามอย่างรุนแรงจากการพ่ายแพ้ใน 2 เกมแรกทั้งหมดเลย แม้จะมีนักเตะได้รับบาดเจ็บอยู่บ้าง แต่ยังใช้งานพวกแข้งหลักได้อีกหลายคน


11 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-2-3-1

ดาบิด เด เคอา, ลุค ชอว์, ราฟาเอล วาราน, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, ดิโอโก้ ดาโลท์, ลิซานโดร มาร์ติเนซ, มาร์คัส แรชฟอร์ด, บรูโน่ แฟร์นันเดส, จาดอน ซานโซ่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้


ผู้รักษาประตู : ไม่น่าเปลี่ยนแปลงไปจาก ดาบิด เด เคอา ซึ่งสวมบทเป็นมือหนึ่งอยู่แล้ว แม้ว่านัดก่อนจะเล่นผิดพลาดจากการรับบอลหลุดมือจนเข้าไปตุงตาข่ายก็ตาม

แนวรับ : ไร้เงา วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ แต่ว่าน่าจะให้ ราฟาเอล วาราน กลับมายืนเป็นกองหลังคู่กับ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ส่วนแบ็กซ้ายน่าจะให้ ลุค ชอว์ ยืนประจำการเหนือกว่าเด็กใหม่ นั่นก็คือ ไทเรลล์ มาลาเซีย ขณะที่ ดิโอโก้ ดาโลท์ เตรียมยืนประจำในตำแหน่งแบ็กขวาเหนือกว่า อารอน วาน-บิสซาก้า ด้วยเช่นกัน

แดนกลาง : อาจจะแก้ปัญหาด้วยการขยับ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ข้นไปยืนเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวหลักคู่กับ เฟรด เพราะไม่อยากให้ยืนคู่กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ซึ่งเตรียมหลุดไปนั่งเป็นตัวสำรองเหมือนกับ คริสเตียน อีริคเซ่น รวมถึง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค อีกหนึ่งรายด้วย

แนวรุก : หมดสิทธิ์ใช้งาน อองโตนี่ มาร์กซิยัล ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ แต่พร้อมให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยืนประจำการเป็นปีกซ้ายคนละฝั่งกับ จาดอน ซานโซ่ และเตรียมวาง บรูโน่ แฟร์นันเดส สวมบทเป็นตัวปั้นเกมในฐานะเพลย์เมกเกอร์อยู่ด้านหลังของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าตัวเป้านั่นเอง


ลิเวอร์พูล

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

นัดกระชับมิตร : แพ้ เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก 0-1 (เยือน)

คอมมูนิตี้ ชิลด์ : ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-1 (สนามกลาง)

นัดกระชับมิตร : แพ้ สตราส์บูร์ก 0-3 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ ฟูแล่ม 2-2 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 (เหย้า)


คาดว่ากุนซือ เจอร์เกน คลอปป์ จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่เปิดบ้านไล่ตีเสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก เพื่อลุ้นเก็บชัยเป็นนัดแรกให้ได้เสียที แม้จะยังไม่พบกับความพ่ายแพ้ แต่ว่าลงเอยด้วยผลเสมอจาก 2 นัดแรกทั้งหมดเลย และยังคงมีปัญหานักเตะขาดหายไปหลายคนเลย เพราะได้รับบาดเจ็บกันเป็นแถว แถมยังมีติดโทษแบนหมดสิทธิ์ลงสนามอีกต่างหาก แต่ยังสามารถใช้งานพวกแข้งหลักได้อีกหลายตำแหน่ง


11 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

อลิสซอน เบ็คเกอร์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฮาร์วีย์ เอลเลียต, หลุยส์ ดิอาซ, ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่, โมฮาเม็ด ซาล่าห์


ผู้รักษาประตู : ยังคงเป็นหน้าที่ของ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ในฐานะมือหนึ่ง ซึ่งพร้อมยืนเฝ้าเสาเป็นตัวจริงอยู่แล้ว

แนวรับ : หมดสิทธิ์ใช้งาน โจเอล มาทิป กับ อิบราฮิม่า โกนาเต้ ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ เช่นเดียวกับ คอสตาส ซิมิคาส แบ็กซ้ายตัวสำรอง แต่น่าจะให้ โจ โกเมซ เป็นตัวเลือกเหนือกว่า นาธาเนียล ฟิลลิปส์ เพื่อลงไปยืนเป็นกองหลังคู่กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดคื ส่วนแบ็กขวายังคงเป็นหน้าที่ของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ซึ่งจะยืนอยูาฝั่งตรงข้ามของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ในตำแหน่งแบ็กซ้าย

แดนกลาง : ไม่มี ติอาโก้ อัลคานทาร่า, เคอร์ติส โจนส์ รวมถึง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน ซึ่งยังคงต้องพักรักษาโรคเดี้ยงกันต่อไป แต่น่าจะให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กลับมาสวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมเพื่อประสานงานกับ ฟาบินโญ่ และ ฮาร์วีย์ เอลเลียต ทำให้ เจมส์ มิลเนอรื น่าจะหลุดไปนั่งเป็นตัวสำรองตามเดิม

แนวรุก : ไร้เงาของ ดิโอโก้ โชต้า ยังไม่หายเดี้ยงด้วยเช่นกัน ส่วนในรายของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ มีปัญหาเรื่องสภาพความฟิตอยู่แล้ว ขณะที่ ดาร์วิน นูนเญซ หมดสิทธิ์ลงสนามไปโดยปริยาย เพราะติดโทษแบน 3 นัดจากการโดนใบแดงไล่ออกจากสนามในนัดที่แล้ว จึงอาจจะให้ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ ลงไปยืนทางฝั่งซ้ายตรงกันข้ามกับ หลุยส์ ดิอาซ และพร้อมขยับ โมฮาเม็ด ซาล่าห์ ให้สวมบทเป็นกองหน้าตัวเป้าไปก่อนด้วย


สถิติการพบกันเอง

สำหรับคู่นี้เคยดวลแข้งกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 184 เกม ปรากฎว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีสถิติเหนือกว่าอยู่พอสมควร โดยเป็นฝ่ายชนะ 71 เกม เสมอ 51 เกม และแพ้ 62 เกม ส่วนผลการพบกันนัดล่าสุดในเกมอุ่นแข้งเมื่อปี 2022 ปรากฎว่า "ปีศาจแดง" เป็นฝ่ายชนะ 4-0 ในเกมแดงเดือดที่เมืองไทยนั่นเอง สำหรับผลการพบกันในสนามแห่งนี้นัดล่าสุดเกิดขึ้นในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2021 ปรากฎว่า ลิเวอร์พูล บุกไปถล่ม 5-0


สถิติที่เคยพบกัน 5 เกมหลังสุด

เอฟเอ คัพ รอบ 4 ปี 2021 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ ลิเวอร์พูล 3-2

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2021 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้ ลิเวอร์พูล 2-4

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2021 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้ ลิเวอร์พูล 0-5

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2022 : ลิเวอร์พูล ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-0

นัดกระชับมิตร ปี 2022 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ ลิเวอร์พูล 4-0


ความน่าจะเป็น

ทั้งสองทีมอยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยจะดีนัก แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ในอาการหนักกว่าเยอะ เพราะพบกับความพ่ายแพ้มาแล้วถึง 2 เกมซ้อน และตอนนี้รั้้งตำแหน่งบ๊วยอันดับ 20 ตรงท้ายตารางคะแนนเลยด้วย แถมยังแตะไปตรงไหนก็เจอแต่ปัญหาเต็มไปหมดเลย โดยเฉพาะการยืนของนักเตะในตำแหน่งต่างๆ ไล่ตั้งแต่แนวรับไปจนถึงแนวรุกที่มีแต่คนเล่นผิดพลาดกันทั้งนั้นเลย ซึ่งรวมถึงแดนกลางที่สามารถเก็บบอลได้อีกต่างหาก จึงยังไม่สามารถยิงประตูได้ด้วยตัวเองแม้แต่ลูกเดียว หากไม่นับลูกที่ได้จากนักเตะฝั่งตรงข้ามทำเข้าประตูตัวเองในเกมนัดประเดิมสนาม


ส่วน ลิเวอร์พูล แม้จะยังไม่พบกับความพ่ายแพ้ แต่ถือว่าเสียหายอยู่ไม่น้อย เพราะลงเอยด้วยการไล่ตามตีเสมอทั้งสองทีมทั้ง 2 เกมเลย จึงทำคะแนนหลุดมือในช่วงออกสตาร์ทไปแล้วถึง 4 คะแนน และยังไม่พบกับชัยชนะแม้แต่นัดเดียว แถมยังประสบปัญหาในเรื่องของการจัดทีมอีกด้วย เพราะมีนักเตะได้รับบาดเจ็บเต็มไปหมด หรือเรียกได้ว่าทุกตำแหน่งเลยด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดทีมอยู่พอสมควร นอกจากนี้ยังหมดสิทธิ์ใช้งาน ดาร์วิน นูนเญซ กองหน้าตัวความหวังใหม่ที่ติดโทษแบนถึง 3 นัดจากการโดนใบแดงไล่ออกจากสนามในนัดที่แล้วอีกต่างหาก


คาดว่า "หงส์แดง" น่าจะมีโอกาสบุกไปเก็บชัยในศึกแดงเดือดได้มากกว่า เนื่องจาก "ปีศาจแดง" ยังอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เหลือเกิน

ผลที่คาด : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้ ลิเวอร์พูล 0-3


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ฟุตบอล และ EPL

ดู 256 ครั้ง