หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก : แมนฯ ซิตี้ VS ลิเวอร์พูล

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล พร้อมจัดทัพใหญ่ลงสนามนัดเยือน "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ ทีมจ่าฝูงที่เตรียมขนดาวดังลงสนามในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันที่ 10 เม.ย.นี้ เพื่อลุ้นเก็บชัยแซงขึ้นไปยึดอันดับ 1 บนหัวตารางคะแนนไปเลย


พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

แมนฯ ซิตี้ VS ลิเวอร์พูล

สนาม : อิติฮัด สเตเดี้ยม

เวลา : 22.30 น.


แมนฯ ซิตี้

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : เสมอ สปอร์ติ้ง ลิสบอน 0-0 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ คริสตัล พาเลซ 0-0 (เยือน)

เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ชนะ เซาแธมป์ตัน 4-1 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ เบิร์นลีย์ 2-0 (เยือน)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก : ชนะ แอต.มาดริด 1-0 (เหย้า)


"เป๊ป" โจเฟ กวาร์ดิโอล่า กุนซือ "เรือใบสีฟ้า" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่เปิดบ้านเฉือนชนะ แอต.มาดริด 1-0 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เพื่อลุ้นเก็บชัยแล้วทิ้งห่าง ลิเวอร์พูล ออกไปเลยด้วย เพราะตอนนี้ยังคงรั้งจ่าฝูง แข่ง 30 นัด มี 73 คะแนน นำหน้า "หงส์แดง" ทีมอันดับ 2 ซึ่งเป็นทีมคู่แข่งตัวฉกาจสำหรับการเบียดลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น และถ้าลงเอยด้วยผลเสมอก็จะยังคงรั้งอันดับ 1 ต่อไปเหมือนเดิมด้วย จึงพร้อมให้พวกแข้งดังลงสนามเป็นตัวจริงในทุกตำแหน่งทั้งหมด เพราะไม่มีนักเตะได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม ยกเว้นเพียงแค่ รูเบน ดิอาส ซึ่งยังคงพักรักษาโรคเดี้ยงไปก่อน


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

เอแดร์ซอน โมราเอส, ไคล์ วอล์กเกอร์, จอห์น สโตนส์, อายเมริก ลาปอร์ก, เจา คันเซโล่, เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้, อิลคาย กุนโดกาน, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, ฟิล โฟเด้น, แจ็ค กรีลิช


ผู้รักษาประตู : พร้อมให้ เอแดร์ซอน โมราเอส ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งเหมือนเดิม

แนวรับ : ยังคงไร้เงา รูเบน ดิอาส ได้รับบาดเจ็บ จึงน่าจะให้ จอห์น สโตนส์ กับ อายเมริก ลาปอร์ก ยืนเป็นกองหลังคู่กันต่อไป ส่วนแบ็กขวาพร้อมให้ ไคล์ วอล์กเกอร์ ยืนประจำตั้งแต่นาทีแรกตามเดิม เช่นเดียวกับ เจา คันเซโล่ ในตำแหน่งแบ็กซ้าย

แดนกลาง : เตรียมวาง โรดรี้ ยืนเป็นตัวคุมเกม และน่าจะดร็อป แบร์นาร์โด้ ซิลวา ซึ่งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดล่าสุด เพื่อให้ อิลคาย กุนโดกาน ลงไปปั้นเกมในแผงมิดฟิลด์ร่วมกับ เควิน เดอ บรอยน์

กองหน้า : ไม่น่าจะใช้ กาเบรียล เชซุส และน่าจะดร็อป ริยาด มาห์เรซ เป็นตัวสำรองไปก่อน เพื่อให้ แจ็ค กรีลิช ลงไปสวมบทเป็นตัวริมเส้นฝั่งซ้ายตรงกันข้ามกับ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ทางด้านขวา และวาง ฟิล โฟเด้น ขยับขึ้นไปสวมบทเป็นกองหน้าตัวเป้าอีกหนึ่งเกม


ลิเวอร์พูล

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ ไบรท์ตัน 2-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ อาร์เซนอล 2-0 (เยือน)

เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 1-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ วัตฟอร์ด 2-0 (เหย้า)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก : ชนะ เบนฟิก้า 3-1 (เยือน)


เจอร์เกน คลอปป์ กุนซือ "หงส์แดง" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่บุกไปชนะ เบนฟิก้า 3-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เพื่อลุ้นเก็บชัยแซงขึ้นไปรั้งจ่าฝูง เพราะตอนนี้ยังรั้งอันดับ 2 แข่ง 30 นัด มี 72 คะแนน ไล่จี้ตามหลัง แมนฯ ซิตี้ ทีมอันดับ 1 เพียงแต้มเดียวเท่านั้น และไม่มีนักเตะตัวหลักได้รับบาดเจ็บเลยด้วย จึงพร้อมให้พวกแข้งหลักออกสตาร์ทเป็นตัวจริงไปเลย


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

อลิสซอน เบ็คเกอร์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจเอล มาทิป, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, นาบี้ เกอิต้า, ฟาบินโญ่, ติอาโก้ อัลคานทาร่า, โมฮาเม็ด ซาล่าห์, ซาดิโอ มาเน่, ดิโอโก้ โจต้า


ผู้รักษาประตู : พร้อมให้ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งต่อไป

แนวรับ : น่าจะดร็อป อิบราฮิม่า โกนาเต้ เพิ่งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงให้เกมยุโรป เพื่อให้ โจเอล มาทิป ลงไปยืนเป็นกองหลังคู่กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ อีกครั้ง ส่วนแบ็กขวายังคงเป็นหน้าที่ของแข้งจอมลุย นั่นก็คือ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ซึ่งจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ในตำแหน่งแบ็กซ้าย

แดนกลาง : รอเช็กสภาพความฟิตของ ฟาบินโญ่ แต่น่าจะพร้อมลงไปยืนเป็นตัวหลักในการคุมเกม และน่าจะดร็อป จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เพื่อให้ นาบี้ เกอิต้า กับ ติอาโก้ อัลคานทาร่า ลงไปช่วยคุมเกมด้วย

กองหน้า : ส่อปรับด้วยการดร็อป หลุยส์ ดิอาซ เพื่อให้ ดิโอโก้ โจต้า ลงไปประสานงานกับ ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเม็ด ซาล่าห์ ซึ่งยังคงนำเป็นดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 20 ประตู แม้จะเท้าบอดยิงประตูไม่ได้มาแล้วหลายเกมก็ตาม


สถิติการพบกันเอง

คู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 188 เกม ปรากฎว่า ลิเวอร์พูล มีสถิติเหนือกว่าอยู่เยอะเลย โดยเป็นฝ่ายชนะ 90 เกม เสมอ 50 เกม และแพ้ 48 เกม ส่วนผลนัดล่าสุดที่พบกันในสนามแห่งนี้จากเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลก่อน ปรากฎว่า ลงเอยด้วยผลเสมอ 1-1


สำหรับผลจากเกมที่พบกันในนัดแรกของฤดูกาลนี้ ปรากฎว่า เสมอที่บ้านของ ลิเวอร์พูล ด้วยสกอร์ 2-2 ส่วนผลการเจอกัน 5 เกมหลังสุดในศึกพรีเมียร์ลีกทั้งหมดเลย ปรากฎว่า แมนฯ ซิตี้ ทำได้ดีกว่า โดยเป็นฝ่ายชนะ 2 เกม เสมอ 2 เกม และแพ้อีก 1 เกม


ความน่าจะเป็น

หมายมั่นปั้นมือหวังจะรั้งตำแหน่งจ่าฝูงต่อไปอยู่แล้ว โดย แมนฯ ซิตี้ สามารถลงเอยด้วยผลเสมอได้เพื่อรั้งอันดับ 1 บนหัวตารางคะแนนต่อไปเหมือนเดิม แต่หวังเก็บชัยชนะเพื่อหนีห่าง ลิเวอร์พูล ออกไปเป็น 4 แต้มไปเลยดีกว่า จึงพร้อมให้พวกดาวดังลงเล่นตั้งแตนาทีแรก โดยแนวรับยังคงให้ อายเมริก ลาปอร์ก เป็นแกนหลัก และเพิ่งครองสถิติเป็นนักเตะที่เก็บชัยชนะจากการลงเล่นครบ 100 เกมในศึกพรีเมียร์ลีกได้มากที่สุดถึง 82 นัดนั่นเอง ส่วนแดนกลางยังคงมี เควิน เดอ บรอยน์ กับ อิลคาย กุนโดกาน พร้อมขึ้นไปช่วยยิงประตูจากแถวสองได้ทุกเมื่อเลยด้วย และยังคงอยู่ในช่วงฟอร์มดีจากการไร้พ่ายมาแล้วถึง 8 เกมในทุกรายการ


ส่วน ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องคว้าชัยให้ได้สถานเดียว หากว่าอยากจะขึ้นไปรั้งตำแหน่งจ่าฝูงเหมือนอย่างที่หวังเอาไว้ และยังคงอยู่ในช่วงฟอร์มแจ่มจากการเก็บชัยได้ถึง 5 เกมติดต่อกันในทุกรายการ แถมยังไร้พ่ายในศึกพรีเมียร์ลีกถึง 11 เกมซ้อน โดยคว้าชัยได้ถึง 10 เกมรวดอีกต่างหาก นอกจากนี้ยังใช้งานพวกแข้งหลักได้ทั้งหมดเลย โดยเฉพาะแนวรุกที่มีตัวเลือกเต็มไปหมดเลย แต่พร้อมให้ ซาดิโอ มาเน่ กับ โมฮาเม็ด ซาล่าห์ เป็นแกนหลักเหมือนเดิม ส่วนอีกหนึ่งตำแหน่งในแดนหน้ายังต้องรอชั่งใจเลือกระหว่าง ดิโอโก้ โจต้า กับ หลุยส์ ดิอาซ เพราะว่าดีเหมือนกันทั้งสองคนเลยนั่นเอง


คาดว่าทั้งสองทีมพร้อมเปิดเกมเข้าใส่กันแบบไม่มีกั๊ก แต่ยังคงพร้อมเล่นแบบรัดกุมเพื่อความไม่ประมาท โดย แมนฯ ซิตี้ ยังคงเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีกเพียง 18 ลูก ส่วน ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 77 ลูก เรียกว่าโดดเด่นกันทีมละอย่าง จึงมีโอกาสลงเอยด้วยผลเสมอได้เหมือนกัน


ผลที่คาด : แมนฯ ซิตี้ เสมอ ลิเวอร์พูล 1-1

ดู 137 ครั้ง