หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก : ลิเวอร์พูล VS วัตฟอร์ด



"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล พร้อมเปิดบ้านต้อนรับ "แตนอาละวาด" วัตฟอร์ด ทีมหนีตกชั้นในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันที่ 2 เม.ย.นี้ เพื่อลุ้นเก็บชัยไล่แย่งตำแหน่งแชมป์ฤดูกาลนี้ต่อไป และพกสถิติข่มทีมเยือนแบบมิดด้ามเลยด้วย


พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ลิเวอร์พูล VS วัตฟอร์ด

สนาม : แอนฟิลด์

เวลา : 18.30 น.


ลิเวอร์พูล

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ เวสต์แฮม 1-0 (เหย้า)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : แพ้ อินเตอร์ มิลาน 0-1 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ ไบรท์ตัน 2-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ อาร์เซนอล 2-0 (เยือน)

เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ชนะ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 1-0 (เยือน)


เจอร์เกน คลอปป์ กุนซือ "หงส์แดง" สามารถจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามได้เลย เพราะว่าพวกแข้งหลักยังอยู่กันครบ แต่น่าจะโรเตชั่นให้ดาวดังบางรายได้พัก หลังเหนื่อยล้ามาจากการเดินทางกลับไปรับใช้บ้านเกิดในเกมระดับชาติ เพื่อเก็บเอาไว้ใช้งานในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ช่วงกลางสัปดาห์หน้าไปเลย และจะได้เปิดโอกาสให้นักเตะสำรองได้ลงสนามในบางตำแหน่งด้วย โดยเฉพาะแนวรุกที่มีตัวเลือกให้ใช้งานได้เพียบเลย จึงน่าจะให้ตัวสำรองได้ลงสนามเป็นตัวจริงในบางจุด


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

อลิสซอน เบ็คเกอร์, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, โจเอล มาทิป, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, ติอาโก้ อัลคานทาร่า, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ดิโอโก้ โจต้า, โมฮาเม็ด ซาล่าห์


ผู้รักษาประตู : ยังคงให้ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ยืนเฝ้าเสาต่อไป

แนวรับ : ไม่มี เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ได้รับบาดเจ็บ จึงน่าจะให้ โจ โกเมซ ลงไปยืนเป็นแบ็กขวาคนละฝั่งกับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ส่วนคู่กองหลังจะให้ โจเอล มาทิป ลงไปยืนคู่กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ส่วนในรายของ อิบราฮิม่า โกนาเต้ น่าจะต้องนั่งเป็นตัวสำรองเหมือนเดิม

แดนกลาง : รอเช็กสภาพความฟิตของ นาบี้ เกอิต้า แต่น่าจะเป็นได้เพียงแค่ตัวสำรอง เช่นเดียวกับ เจมส์ มิลเนอร์ และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน จึงน่าจะให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลงไปคุมเกมร่วมกับ ฟาบินโญ่ และ ติอาโก้ อัลคานทาร่า

แนวรุก : น่าจะพัก ซาดิโอ มาเน่ กับ หลุยส์ ดิอาส ส่วน ทาคูมิ มินาโนะโนะ กับ ดิว็อค โอริกี้ จะต้องนั่งเป็นตัวสำรองต่อไป เพราะน่าจะให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ลงไปยืนล่าตาข่ายร่วมกับ ดิโอโก้ โจต้า และ โมฮาเม็ด ซาล่าห์ ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 20 ประตู


วัตฟอร์ด

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ คริสตัล พาเลซ 1-4 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด 0-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ อาร์เซนอล 2-3 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน 4-0 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ เซาแธมป์ตัน 2-1 (เยือน)


รอย ฮอดจ์สัน กุนซือ "แตนอาละวาด" ยังต้องพาทีมหนีการตกชั้นอย่างหนัก เพราะยังคงวนเวียนอยู่ในโซนท้ายตารางคะแนนนั่นเอง จึงพร้อมจัดทีมชุดที่ดีที่สุดลงสนาม เพราะว่าแทบจะไม่มีนักเตะตัวหลักได้รับบาดเจ็บเลย โดยตั้งเป้าหวังบุกไปเก็บชัยให้ได้เลยด้วย แม้จะเป็นเรื่องยากไม่ต่างจากการเข็นครกขึ้นภูเขา แต่เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยบนลีกสูงสุดของอังกฤษ จึงพร้อมฮึดสู้จนถึงที่สุดอย่างแน่นอน


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

เบน ฟอสเตอร์, กีโก้ เฟเมเนีย, คริสเตียน คาบาเซเล่, ซาเมียร์, ฮัสซาน กามาร่า, อิมราน ลูซ่า, มุสซ่า ซิสโซโก้, ยูราจ์ คุชก้า, เอมมานูเอล เดนนิส, คูโช่ เฮอร์นันเดซ, โจชัว คิง


ผู้รักษาประตู : ยังคงเป็นหน้าที่ของ เบน ฟอสเตอร์ ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งเหมือนเดิม

แนวรับ : พร้อมให้ กิโก้ เฟเมเนีย สวมบทเป็นแบ็กขวาคนละฝั่งกับ ฮัสซาน กามาร่า และน่าจะให้ คริสเตียน คาบาเซเล่ กับ ซาเมียร์ ยืนเป็นกองหลังคู่กัน เพราะว่าน่าจะดร็อป วิลเลี่ยม ทรูสต์-เอก็อง เป็นตัวสำรองไปก่อน

แดนกลาง : น่าจะเป็นหน้าที่ของ 3 ตัวหลัก นั่นก็คือ อิมราน ลูซ่า, มุสซ่า ซิสโซโก้ และ ยูราจ์ คุชก้า ส่วนในรายของ ทอม เคลเวอร์ลีย์ น่าจะต้องนั่งเป็นตัวสำรองต่อไป

แนวรุก : ไม่มี อิสไมล่า ซาร์ ได้รับบาดเจ็บ และน่าจะดร็อป เจา เปโดร ที่ฟอร์มดร็อปลงไป จึงพร้อมให้ คูโช่ เฮอร์นันเดซ ลงไปยืนเป็นปีกขวาคนละด้านกับ เอมมานูเอล เดนนิส และให้ โจชัว คิง ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า หลังจากที่เพิ่งโชว์ฟอร์มแจ่มจากการซัดแฮตทริกเหมาคนเดียว 3 ประตูในเกมทีมชาตินัดที่ นอร์เวย์ เปิดบ้านถล่ม อาร์เมเนีย แบบขาดลอยถึง 9-0 เลยทีเดียว


สถิติการพบกันเอง

สำหรับคู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 35 เกม ปรากฎว่า ลิเวอร์พูล มีสถิติเหนือกว่าเยอะเลย เพราะสามารถเก็บชัยชนะได้ถึง 25 เกม เสมอ 4 เกม และแพ้เพียง 6 เกม ส่วนสถิติการเจอกันในศึกพรีเมียร์ลีกเคยดวลแข้งกันมาแล้วทั้งหมด 27 เกม ปรากฎว่า "หงส์แดง" ยังคงข่มมิดเหมือนเดิม โดยเป็นฝ่ายชนะมากถึง 20 นัด เสมอ 2 นัด แพ้ 5 นัด


ขณะที่ผลการพบกันเอง 5 เกมหลังสุดในศึกพรีเมียร์ลีก ปรากฎว่า ลิเวอร์พูล เหนือกว่ามากๆ เพราะเป็นฝ่ายคว้าชัยได้ถึง 5 เกม และยิงรวมกันได้มากถึง 18 ลูก แถมยังไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียวเลยด้วย โดยครั้งสุดท้ายที่ "หงส์แดง" พลาดท่าแพ้ วัตฟอร์ด ต้องย้อนหลังกลับไปเมื่อปี 2017 ในนัดที่บุกไปเแพ้ด้วยสกอร์ 0-3 เมื่อ 7 ปีก่อนโน้นเลย


ความน่าจะเป็น

ยังคงพร้อมเบียดกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ให้ได้ ทำให้ ลิเวอร์พูล ยังคงพร้อมเดินหน้าเก็บชัยชนะกันต่อไป และยังคงอยู่ในช่วงฟอร์มสดจากการไร้พ่ายในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีมาแล้วถึง 10 เกม โดยสามารถคว้าชัยได้ถึง 9 นัดติดต่อกันเลยด้วย แถมยังสามารถจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามได้เลย เพราะแทบจะไม่นักเตะตัวหลักขาดหายไปเลย ยกเว้น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ เจอโรคเดี้ยงเล่นงานแค่คนเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ "หงส์แดง" ยังคงมีจุดแข็งในเรื่องของเกมในบ้าน เพราะฤดูกาลนี้ยังไม่แพ้คาถิ่นของตัวเองในศึกพรีเมียร์ลีกแม้แต่นัดเดียวด้วย และตอนนี้ยังคงมีโอกาสลุ้นกวาดความสำเร็จให้ครบทั้ง 4 แชมป์ในฤดูกาลนี้เลยด้วย หลังจากที่ได้แชมป์คาราบาว คัพ ไปแล้วหนึ่งรายการนั่นเอง


ส่วน วัตฟอร์ด ยังคงต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นต่อไป เพราะยังอยู่ในโซนท้ายตารางคะแนนนั่นเอง จึงหวังเก็บชัยเพื่อขยับหนีจากโซนตกชั้นให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ว่าฟอร์มการเล่นโดยรวมไม่น่าประทับใจเสียเท่าไรนัก โดยเก็บชัยได้เพียงนัดเดียวจาก 5 เกมหลังสุดในศึกพรีเมียร์ลีก ซึ่งก็คือเกมที่บุกไปชนะ เซาแธมป์ตัน 2-1 ในช่วงก่อนพักเบรกทีมชาตินั่นเอง จึงพร้อมให้พวกแข้งหลักออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทั้งหมด แต่ขาดเพียงแค่ อิสไมล่า ซาร์ ปีกจอมเลี้อยที่ยังต้องพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บไปก่อน


คาดว่า "หงส์แดง" เหนือกว่า วัตฟอร์ด อยู่เยอะเลย และยังถือความได้เปรียบจากการลงเล่นในถิ่นของตัวเอง โดยตอนนี้ยังคงเป็นทีมที่มีเกมรุกดีที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีก เพราะยิงประตูได้มากที่สุดถึง 75 ลูกเลยทีเดียว แถมยังพกสถิติเก่งในบ้านจากการไร้พ่ายในเกมเหย้าอีกต่างหาก จึงน่าจะเป็นฝ่ายเก็บชัยในถิ่นของตัวเองด้วยสกอร์มากกว่าหนึ่งประตูด้วยซ้ำ


ผลที่คาด : ลิเวอร์พูล ชนะ วัตฟอร์ด 3-0


ดู 16 ครั้ง