หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก: ลิเวอร์พูล VS นิวคาสเซิ่ล

อัปเดตเมื่อ 31 ส.ค.

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เรียกความมั่นใจจากการคว้าชัยเป็นนัดแรกของฤดูกาลนี้ได้ด้วยสกอร์ถล่มทลายจากนัดก่อน แม้จะมีปัญหานักเตะได้รับบาดเจ็บหลายคนเหมือนเดิม แต่พร้อมให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กองหน้าฟอร์มสดลงไปยืนล่าตาข่ายนัดต้อนรับ "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันที่ 31 ส.ค.นี้


วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก: ลิเวอร์พูล VS นิวคาสเซิ่ล
วิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก: ลิเวอร์พูล VS นิวคาสเซิ่ล

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ลิเวอร์พูล VS นิวคาสเซิ่ล

สนาม : แอนฟิลด์

เวลา : 02.00 น.


ลิเวอร์พูล

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

คอมมูนิตี้ ชิลด์ : ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-1 (สนามกลาง)

พรีเมียรี์ลีก อังกฤษ : เสมอ ฟูแล่ม 2-2 (เยือน)

พรีเมียรี์ลีก อังกฤษ : เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 (เหย้า)

พรีเมียรี์ลีก อังกฤษ : แพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-2 (เยือน)

พรีเมียรี์ลีก อังกฤษ : ชนะ บอร์นมัธ 9-0 (เหย้า)


คาดว่ากุนซือ เจอร์เกน คลอปป์ จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่เปิดบ้านไล่ถล่ม บอร์นมัธ 9-0 ในศึกพรีเมียร์ลีก หลังเก็บชัยชนะเป็นนัดแรกของฤดูกาลนี้ได้แล้ว จึงได้ขยับขึ้นไปรังอันดับ 8 แข่ง 4 นัด มี 5 คะแนน แม้จะในักเตะได้รับบาดเจ็บแบบยาวเป็นหางว่าวเหมือนเดิม แต่ยังใช้งานพวกแข้งหลักได้อีกหลายคน เพื่อลุ้นเดินหน้าเก็บชัยกันต่อไป เพราะสามารถเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้แล้ว


11 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

อลิสซอน เบ็คเกอร์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียต, ฟาบินโญ่, โมฮาเม็ด ซาล่าห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, หลุยส์ ดิอาซ


ผู้รักษาประตู : ยังคงเป็นหน้าที่ของ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งเหมือนเดิม เพราะว่าสวมบทเป็นมือหนึ่งอยู่แล้วนั่นเอง ส่วนในรายของมือสอง นั่นก็คือ ควีวิน เคลเลเฮอร์ ยังไม่หายจากโรคเดี้ยง จึงน่าจะให้ อาเดรียน สวมบทเป็นตัวสำรองตามเดิม

แนวรับ : ไม่มี โจเอล มาทิป กับ อิบราฮิม่า โกนาเต้ ยังคงต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป คาดว่า นาธาเนียล ฟิลลิปส์ น่าจะนั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน เพื่อให้ โจ โกเมซ ลงไปยืนเป็นกองหลังคู่กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ เหมือนอย่างนัดที่แล้ว ส่วนแบ็กซ้ายเตรียมให้ คอสตาส ซิมิคาส เป็นตัวสำรองตามเดิม โดยพร้อมให้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ลงไปยืนประจำการอยู่แล้ว เช่นเดียวกับแบ็กขวายังคงเป็นหน้าที่ของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ อย่างแน่นอน

แดนกลาง : เป็นจุดที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนแบบต่อเนื่อง เพราะการขาดหายไปของ 2 มิดฟิลด์ตัวหลัก นั่นก็คือ นาบี้ เกอิต้า กับ ติอาโก้ อัลคานทาร่า ซึ่งยังไม่หายเดี้ยงนั่นเอง เช่นเดียวกับ เคอร์ติส โจนส์ อีกรายหนึ่งด้วย คาดว่า ฟาบินโญ่ พร้อมลงไปยืนประจำการเป็นแกนหลัก และน่าจะให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียต ลงไปยืนคุมเกมด้วย ทำให้ เจมส์ มิลเนอร์ รวมถึง 2 แข้งดาวรุ่ง นั่นก็คือ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ กับ สเตฟาน บาจ์เซติช เตรียมนั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน

แนวรุก : หมดสิทธิใช้งาน ดาร์วิน นูนเญซ ติดโทษแบนเป็นนัดที่ 2 จากทั้งหมด 3 เกม และไม่มี ดิโอโก้ โจต้า ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป จึงพร้อมใช้งาน 3 ประสานเหมือนเดิม โดยจะให้ โมฮาเม็ด ซาล่าห์ ยืนอยู่ทางฝั่งขวา ซึ่งจะอยุ่ฝั่งตรงข้ามกับ หลุยส์ ดิอาซ ในตำแหน่งปีกซ้าย และวาง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าต่อไปในช่วงหลังโชว์ฟอร์มเก่งจากนัดก่อนที่ยิงได้ 2 ประตู และจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมสอยตาข่ายได้ถึง 3 แอสซิสต์เลยด้วย


นิวคาสเซิ่ล

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

พรีเมียรี์ลีก อังกฤษ : ชนะ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 2-0 (เหย้า)

พรีเมียรี์ลีก อังกฤษ : เสมอ ไบรท์ตัน 0-0 (เยือนน)

พรีเมียรี์ลีก อังกฤษ : เสมอ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-3 (เหย้า)

คาราบาว คัพ รอบ 2 : ชนะ ทรานเมียร์ 2-1 (เยือน)

พรีเมียรี์ลีก อังกฤษ : เสมอ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-1 (เยือน)


คาดว่ากุนซือ เอ็ดดี้ ฮาว จะปรับทัพจาเกมล่าสุดที่บุกไปเสมอ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก และยังรักษาสถิติไร้พ่ายไม่แพ้ใน 4 นัดแรกเอาไว้ได้ด้วย แม้จะลงเอยด้วยผลเสมอถึง 3 เกมเลยก็ตาม โดยตอนนี้ยังคงรั้งอันดับ 7 แข่ง 4 นัด มี 6 คะแนน แม้จะมีนักเตะได้รับบาดเจ็บอยู่บ้าง แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดทีมอย่างแน่นอน เพราะยังใช้งานพวกแข้งหลักได้เกือบทั้งหมดเลย


11 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

นิค โป๊ป, คีแรน ทริปเปียร์, ฟาเบียน ชาร์, สเวน บ็อตแมน, แดน เบิร์น, โจ วิลล็อค, บรูโน่ กีมาไรซ์, โจลินตอน, มิเกล อัลมิรอน, คัลลัม วิลสัน, อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง


ผู้รักษาประตู : พร้อมให้ นิค โป๊ป ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งเป็นตัวจริง เพราะสวมบทเป็นมือหนึ่งอยู่แล้ว ส่วนในรายของ มาร์ติน ดูบราฟก้า ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ จึงน่าจะให้ คาร์ล ดาร์โลว์ นั่งเป็นตัวสำรองในฐานะมือสองต่อไป

แนวรับ : ไม่มี ยามาล เลวิส, เฟเดริโก้ แฟร์นันเดซ และ แมตต์ ทาร์เกตต์ ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับการจัดทัพในแดนหลัง โดยพร้อมให้ ฟาเบียน ชาร์ กับ สเวน บ็อตแมน ยืนเป็นกองหลังคู่กันเหมือนเดิม ส่วนแบ็กขวายังคงเป็นหน้าที่ของ คีแรน ทริปเปียร์ ซึ่งจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ แดน เบิร์น ในฐานะแบ็กซ้าย ทำให้ ยามาล ลาสเซลเลส กับ เอมิล คราฟธ์ นั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน

แดนกลาง : ยังคงไร้ จอนโจ้ เชลวีย์ ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป และไม่น่าจะให้ แมตต์ ริชชี่, ฌอน ลองสต๊าฟฟ์ รวมถึง ยาค็อบ เมอร์ฟี่ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง จึงน่าจะให้ 3 ประสานในแผงมิดฟิลด์ นั่นก็คือ โจ วิลล็อค, บรูโน่ กีมาไรซ์ และ โจลินตอน ลงสนามตั้งแต่นาทีแรกตามเดิม

แนวรุก : เตรียมดร็อป ไรอัล ฟราเซอร์ เป็นตัวสำรอง เพื่อให้ มิเกล อัลมิรอน สวมบทเป็นปีกขวา ซึ่งจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง ในตำแหน่งปีกขวา ส่วนกองหน้าไม่มี คัลลัม วิลสัน ได้รับบาดเจ็บ ส่วนในรายของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค กองหน้าตัวใหม่ยังคงต้องรอโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงไปก่อน จึงน่าจะให้ คริส วู้ด ยืนล่าตาข่ายเป็นตัวจริง


สถิติการพบกันเอง

สำหรับคู่นี้เคยดวลแข้งกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 158 เกม ปรากฎว่า ลิเวอร์พูล มีสถิติเหนือกว่าเยอะเลย โดยเป็นฝ่ายชนะ 76 เกม เสมอ 40 เกม และแพ้ 42 เกม ส่วนผลการพบกันนัดล่าสุดในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2022 ปรากฎว่า "หงส์แดง" บุกไปเฉือนชนะ 1-0 สำหรับผลการพบกันในสนามแห่งนี้นัดล่าสุดเกิดขึ้นในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2022 ปรากฎว่า นิวคาสเซิ่ล เป็นฝ่ายแพ้คาบ้าน 0-1


สถิติที่เคยพบกัน 5 เกมหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2020 : นิวคาสเซิ่ล แพ้ ลิเวอร์พูล 1-3

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2020 : นิวคาสเซิ่ล เสมอ ลิเวอร์พูล 0-0

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2021 : ลิเวอร์พูล เสมอ นิวคาสเซิ่ล 1-1

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2021 : ลิเวอร์พูล ชนะ นิวคาสเซิ่ล 3-1

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2022 : นิวคาสเซิ่ล แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1


ความน่าจะเป็น

เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้เยอะเลย สำหรับ ลิเวอร์พูล ซึ่งเก็บชัยเป็นนัดแรกของฤดูกาลนี้ได้แล้ว และยิงประตูได้แบบถล่มทลายเลยด้วย ส่วน นิวคาสเซิ่ล กลายเป็นทีมที่แพ้ยากไปแล้ว หลังลงเอยด้วยผลเสมอมาแล้วถึง 3 เกมซ้อน คาดว่าเกมนี้มีโอกาสเจ๊าแล้วแบ่งกันไปทีมละหนึ่งแต้มได้เหมือนกัน


ผลที่คาด : ลิเวอร์พูล เสมอ นิวคาสเซิ่ล 1-1


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ฟุตบอล และ EPL

ดู 511 ครั้ง