หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"นิวคาสเซิ่ล" พร้อมบินสูงเพื่อเขย่า Big Six แล้วหรือยัง?

เป็นอีกหนึ่งทีมที่ทำผลงานในช่วงออกสตาร์ทพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ 2022/2023 ได้ดีเหมือนกัน สำหรับ "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ซึ่งเกือบจะเปิดบ้านเอาชนะ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่าจากเมื่อซีซั่นก่อนได้ด้วย เพราะเป็นฝ่ายออกนำไปก่อนถึง 3-1 แต่สุดท้ายลงเอยด้วยผลเสมอแบบน่าประทับใจด้วยสกอร์ 3-3 จึงยังไม่พบกับความพ่ายแพ้จากการลงเตะในช่วง 3 นัดแรก แม้จะเพิ่งพบกับชัยชนะหนึ่งนัด และลงเอยด้วยผลเสมอถึง 2 เกมก็ตาม


"นิวคาสเซิ่ล" พร้อมบินสูงเพื่อเขย่า Big Six แล้วหรือยัง?
"นิวคาสเซิ่ล" พร้อมบินสูงเพื่อเขย่า Big Six แล้วหรือยัง?

ย้อนหลังกลับไปเมื่อช่วงฤดูกาลที่แล้ว นิวคาสเซิ่ล ทำผลงานในช่วงออกสตาร์ทได้อย่างย่ำแย่ไปตามทรงเดิมที่ถูกจัดให้เป็นทีมที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หลังจากที่ลงเตะ 14 นัดแรกแบบไม่พบกับชัยชนะแม้แต่เกมเดียว จึงต้องวนเวียนตรงท้ายตารางคะแนนในโซนตกชั้นอยู่สักพักใหญ่ๆ แถมยังเคยรั้งตำแหน่งบ๊วยในอันดับสุดท้ายอีกต่างหาก แต่หลังจากที่กลายเป็น "หนูตกถังข้าวสาร" เพราะว่าได้กลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบียเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการลูกหนังแห่งถิ่นเซนต์ เจมส์ ปาร์ค ต่อจากเจ้าของทีมคนก่อน นั่นก็คือ ไมค์ แอชลีย์ มหาเศรษฐีขี้ตืดเมื่อช่วงปลายปีก่อน หลังจากที่แฟนบอลต้องทนทุกข์ทรมานกับกับเจ้าของคนเก่าที่ไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อพัฒนาสโมสรให้ก้าวไปข้างหน้าเลย จึงทำได้เพียงแค่ดิ้นรนหนีการตกชั้นให้อยู่ห่างจากโซนท้ายตารางคะแนนให้ได้มากที่สุด หรือว่าดีขึ้นมาหน่อยก็จะได้อยู่ตรงกลางคะแนนเท่านั้น ส่วนเรื่องของความสำเร็จแทบจะไม่ต้องหวังกันเลย หากดูจากศักยภาพทีมในยุคที่มหาเศรษฐีชาวเมืองผู้ดียังคงเป็นเจ้าของทีมอยู่ แต่ว่าตอนนี้ได้กลายเป็นเรื่องราวในอดีตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


"นิวคาสเซิ่ล" พร้อมบินสูงเพื่อเขย่า Big Six แล้วหรือยัง?
"นิวคาสเซิ่ล" พร้อมบินสูงเพื่อเขย่า Big Six แล้วหรือยัง?

ทำให้ "สาลิกาดง" กลายเป็นทีมมหาเศรษฐีภายในชั่วพริบตา และได้รับการจับตามองให้เป็นอีกหนึ่งสโมสรที่พร้อมขยับขึ้นไปเป็นทีมระดับหัวแถวของศึกพรีเมียร์ลีกได้เลยด้วย เพราะมีการผ่าตัดทีมครั้งใหญ่เพื่อให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเริ่มต้นจากการปลด สตีฟ บรูช โค้ชจอมเก๋าออกจากตำแหน่งกุนซือ เพื่อเปิดทางให้ เอ็ดดี้ ฮาว ซึ่งเคยสร้างชื่อจากการปลุกปั้น บอร์นมัธ ให้เลื่อนชั้นขึ้นมาปักหลักอยู่บนลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีได้แบบชื่นชมให้เข้ามาสวมบทเป็นนายใหญ่แห่งถิ่นเซนต์ เจมส์ ปาร์ค เสียเลย และมีการจ่ายเงินลงทุนมากกว่า 100 ล้านปอนด์ เพื่อซื้อผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสริมทัพในช่วงเปิดตลาดหน้าหนาวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาหลายคนเลย โดยเฉพาะ คีแรน ทริปเปียร์ แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษที่ย้ายมาจาก แอตเลติโก มาดริด รวมถึง บรูโน่ กีมาเรส กองกลางทีมชาติบราซิลที่ย้ายมาจาก โอลิมปิก ลียง ด้วยเช่นกัน ทำให้ นิวคาสเซิ่ล สามารถโชว์ฟอร์มได้แบบดีวันดีคืนจากการเดินหน้าเก็บชัยได้แบบรัวๆ จึงไม่ต้องดิ้นรนการตกชั้นอีกต่อไป และได้ขยับขึ้นมาปักหลักตรงกลางตารางคะแนนจากการจบด้วยอันดับ 11 ซึ่งเป็นไปบทสรุปของเมื่อช่วงซีซั่นที่แล้วนั่นเอง


"นิวคาสเซิ่ล" พร้อมบินสูงเพื่อเขย่า Big Six แล้วหรือยัง?
"นิวคาสเซิ่ล" พร้อมบินสูงเพื่อเขย่า Big Six แล้วหรือยัง?

ส่วนในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ แม้จะไม่ได้ทุ่มเงินซื้อผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสริมทัพแบบยกใหญ่เหมือนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ได้ลงทุนซื้อนักเตะใหม่เพื่อให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องแนวรับถึง 3 ราย ไล่ตั้งแต่ นิค โป๊ป ผู้รักษาประตูฝีมือดีที่เคยโชว์ความเหนียวหนึบให้กับ เบิร์นลีย์ รวมถึง สเวน บ็อตแมน กองหลังชาวดัตช์ที่เคยโชว์ฟอร์มโดดเด่นให้กับ ลีลล์ และเกิดอาการติดใจฝีเท้าของ แมตต์ ทาร์เกตต์ เมื่อตอนที่ยืมตัวมาจาก แอสตัน วิลล่า เมื่อช่วงซีซั่นที่แล้ว จึงตัดสินใจซื้อมาร่วมทีมแบบถาวรไปเลย เพื่อนำมาผนึกกำลังกับพวกขุมกำลังนักเตะจากเมื่อช่วงฤดูกาลก่อนที่เล่นกันได้แบบมี "ทีมเวิร์ก" มากยิ่งขึ้น ไล่ตั้งแต่แนวรับที่ยังคงมี ฟาเบียน ชาร์ กับ แดน เบิร์น เป็นแกนหลักในแดนหลัง ส่วนแดนกลางพร้อมให้ 3 มิดฟิลด์ที่มีชื่อว่า "โจ" ได้สวมบทเป็นการขับเคลื่อนเกมต่อไป ไม่ว่าจะเป็น จอนโจ้ เชลวีย์ , โจ วิลล็อค รวมถึง โจลินตอน ซึ่งจริงๆ แล้วสวมบทเป็นกองหน้า แต่ถูกจับถอยลงมาสวมบทเป็นมิดฟิลด์แล้วโชว์ฟอร์มได้ดีเลยทีเดียว ขณะที่แนวรุกมีพวกตัวริมเส้นฝีเท้าดีอย่าง มิเกล อัลมิรอน, ไรอัน ฟราเซอร์ รวมถึง อัลล็อง แซงต์ มักซิแม็ง แม้จะไม่ได้เป็นนักเตะระดับ "ซูเปอร์สตาร์" แต่ว่าช่วยเกมรุกในเรื่องของการปั่นป่วนแนวรับของทีมคู่แข่งฝั่งตรงข้ามได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในรายของ แซงต์ มักซิแม็ง ซึ่งโชว์ฟอร์มในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ได้แบบโดดเด่นมากๆ ส่วนกองหน้ายังคงใช้งาน คัลลัม วิลสัน เป็นหลัก เพราะเป็นศิษย์โปรดของกุนซือ เอ็ดดี้ ฮาว มาตั้งแต่ตอนสมัยที่ยังอยู่กับ บอร์นมัธ นั่นเอง

ทำให้ นิวคาสเซิ่ล สามารถยกระดับของตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ และมีโอกาสก้าวเท้าขึ้นไปแย่งพื้นที่ลุ้นแชมป์บนหัวตารางคะแนนกับพวก 6 ทีมยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม Big Six ซึ่งประกอบไปด้วย แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, เชลซี, ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์, อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เหมือนกัน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบียที่อยู่ภายใต้การดูแลของ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เจ้าชายแห่งซาอุดิอาระเบีย ซึ่งได้ขึ้นแท่นเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกคนปัจจุบัน เพราะมีทรัพย์สินจากการประเมินเอาไว้สูงถึง 320,000,000,000 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยจะได้เป็นตัวเลขจำนวนมหาศาลสูงถึง 13 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว โดยอยู่เหนือกว่าอันดับ 2 นั่นก็คือ ชีก มันซูร์ เจ้าชายแห่งราชวงศ์สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นเจ้าของสโมสร "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีกหลายเท่าตัวเลยด้วย เนื่องจาก ชีก มันซูร์ มีทรัพย์สินจากการประเมินอยู่ที่ตัวเลข 20,000,000,000 ล้านปอนด์นั่นเอง ขณะที่อันดับ 3 เป็นของ ดิทริช มาเตซิตซ์ มหาเศรษฐีชาวออสเตรีย ซึ่งร่ำรวยมาจากการขายเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อ "เรดบูลล์" ตามสัญลักษณ์ของกระทิงแดง และเป็นเจ้าของทีมลูกหนังในเครือ "เรดบูลล์" ทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ค เรดบูลล์, เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก รวมถึง แอร์เบ ไลป์ซิก เป็นต้น โดยมีทรัพย์สินจากการประเมินอยู่ที่ตัวเลข 19,000,000,000 ล้านปอนด์ ส่วนอันดับ 5 นั่นก็คือ อันเดรีย อันญอลี่ มหาเศรษฐีชาวอิตาเลียนที่ร่ำรวยจากการธุรกิจขายรถยนต์ของตระกูลหลายยี่ห้อเลย โดยเฉพาะ ฟอร์ด กับ เฟียต เป็นหลักเลยด้วย และเป็นเจ้าของทีม ยูเวนตุส ในอิตาลี โดยมีทรัพย์สินจากการประเมินอยู่ที่ตัวเลข 14,000,000,000 ล้านปอนด์ และอันดับ 5 เป็นของ ดีทมาร์ ฮอปป์ มหาเศรษฐีชาวเยอรมันที่ร่ำรวยจากการขายซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ และเป็นเจ้าของทีม ฮอฟเฟนไฮม์ ในเยอรมนี โดยมีทรัพย์สินจากการประเมินอยู่ที่ตัวเลข 13,000,000,000 ล้านปอนด์


ถ้าจะว่าไปแล้ว "สาลิกาดง" เคยได้รับการยกย่องให้เป็น 4 ทีมยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม Big Four ของศึกพรีเมียร์ลีกในช่วงทศวรรษ 90 มาก่อนด้วย เพราะเคยเกาะกลุ่มลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษมาก่อนด้วยเช่นกัน เมื่อตอนสมัยที่ เควิน คีแกน ตำนานกองหน้าทีมชาติอังกฤษสวมบทเป็นกุนซือ และมีพวกอดีตดาวดังชื่อคุ้นหูอย่าง ดาวิด ชิโนล่า , ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า, เลส เฟอร์ดินานด์ รวมถึง อลัน เชียเรอร์ เป็นตัวชูโรงอยู่ด้วยนั่นเอง แต่ว่าเคยทำได้ดีที่สุดเพียงรองแชมป์เท่านั้น แม้ว่าในยุคของกุนซือ เคนนี่ ดัลกลิช รวมถึง บ็อบบี้ ร็อบสัน ผู้ล่วงลับไปแล้วจะสามารถความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลจากการเกาะกลุ่มบนหัวตารางคะแนนได้ด้วย แต่ว่าหลังจากนั้นก็เป็นไปแบบ "สาละวันเตี้ยลง" จนถึงขั้นที่เคยตกชั้นลงไปเล่นลีกรองในระดับเดอะแชมเปี้ยนชิพมาแล้วอีกต่างหาก


แต่ว่าตอนนี้ "สาลิกาดง" พร้อมแล้วสำหรับการบินสูงเพื่อขยับเข้าไปเขย่าพื้นที่ลุ้นแชมป์ของ 6 ทีมยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม Big Six เพื่อจะได้สถาปนาตัวเองขึ้นไปเป็นทีมที่ 7 บนหัวตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก และจะได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น Big Seven ไปด้วยเลย


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ฟุตบอล และ EPL

ดู 75 ครั้ง