หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"มอยส์" ผู้เปลี่ยนค้อนจากเพื่อความอยู่รอดสู่สังเวียนยุโรป

จากที่เคยวนเวียนอยู่แต่ตรงกลางตารางคะแนนไปจนถึงช่วงล่างๆ และเคยแต่คลุกคลีอยู่ในโซนท้ายตารางจนถึงขั้นที่ต้องหนีการตกชั้นอยู่บ่อยๆ เลยด้วย แต่ตอนนี้ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม สามารถยกระดับของตัวเองให้กลายเป็นทีมในกลุ่มหัวแถวของศึกพรีเมียร์ลีกได้ด้วย นับตั้งแต่ เดวิด มอยส์ โค้ชชาวสกอตได้หวนกลับมาสวมบทกุนซือเป็นรอบ 2 และพลิกโฉมให้ทีมคว้าสิทธิ์ไปโชว์ฝีเท้าบนเวทีระดับทวีปในศึกฟุตบอลสโมสรยุโรปได้อีกต่างหาก


"มอยส์" ผู้เปลี่ยนค้อนจากเพื่อความอยู่รอดสู่สังเวียนยุโรป
"มอยส์" ผู้เปลี่ยนค้อนจากเพื่อความอยู่รอดสู่สังเวียนยุโรป

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีแล้ว เวสต์แฮม เคยได้แต่คิดถึงเรื่องของความอยู่รอดปลอดภัยในศึกพรีเมียร์ลีกเท่านั้น เพราะว่าต้องดิ้นรนการตกชั้นมาโดยตลอด สำหรับครั้งสุดท้ายที่่ต้องหล่นจากลีกสูงสุดเมืองผู้ดีลงไปฟาดแข้งในเดอะแชมเปี้ยนชิพคือในช่วงฤดูกาล 2011/2012 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้วนั่นเอง แต่ว่าใช้เวลาเพียงหนึ่งซีซั่นก็สามารถหวนกลับคืนสู่ลีกสูงสุดของประเทศได้สำเร็จ และได้หมายมั่นปั้นมือว่าจะยกระดับของสโมสรเพื่อให้ก้าวขึ้นไปอยู่บนหัวตารางคะแนนให้ได้ เพื่อจะได้โควตาไปเล่นในศึกฟุตบอลสโมสรยุโรปด้วย เพราะว่าเคยเป็นหนึ่งในสโมสรที่เคยคว้าแชมป์ระดับทวีปมาก่อนจากการค้าถ้วยในตำนาน นั่นก็คือ แชมป์คัพ วินเนอร์ คัพ เมื่อปี 1964 ซึ่งเป็นถ้วยที่ยุบการแข่งขันไปแล้วตั้งแต่ปี 1999 นั่นเอง จึงมีการลงทุนซื้อนักเตะฝีเท้าดีเข้ามาเสริมทัพแบบต่อเนื่อง แถมยังมีการจ้างกุนซือฝีมือดีให้เข้ามาคุมทีมด้วยเช่นกัน


แม้ว่าผลการลงทุนเพื่อยกระดับของสโมสรในช่วงแรกจะเป็นไปด้วยดี เพราะว่าไม่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นอีกแล้ว และสามารถปักหลักอยู่ตรงโซนกลางตารางคะแนนได้ด้วย แต่ยังขยับขึ้นไปเกาะกลุ่มบนหัวตารางเหมือนอย่างที่หวังเอาไว้ไม่ได้เสียที แม้จะได้สิทธิ์ไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลสโมสรยุโรปอยู่บ้าง โดยเฉพาะในถ้วยเบอร์ 2 ของทวีปยุโรป นั่นก็คือ ศึกยูฟ่า ยูโรปาลีก แต่ก็ทำได้เพียงจอดป้ายแค่รอบคัดเลือก จึงไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มเสียที ทำให้ "ขุนค้อน" ตัดสินใจดึง เดวิด มอยส์ ให้กลับมาทำหน้าที่เป็นกุนซืออีกครั้งในช่วงปี 2019 หลังจากที่เคยร่วมงานกันมาแล้วครั้งหนึ่งแบบช่วงสั้นๆ ในฤดูกาล 2017/2018 และตอนนั้นสามารถพาทีมฝ่าฟันสถานการณ์ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักให้อยู่รอดปลอดภัยได้สำเร็จ


สำหรับ มอยส์ ถือว่าเป็นกุนซือประสบการณ์สูงอีกคนหนึ่งของวงการฟุตบอลอังกฤษด้วยเช่นกัน โดยเริ่มต้นอาชีพกุนซือจากงานคุมทัพ เปรสตัน ในปี 1998 และได้ย้ายไปสร้างชื่อกับ "ทอฟฟีสีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ในปี 2002 โดยได้อยู่ปักหลักแบบยาวนานจนถึงปี 2013 เลยด้วย แถมยังช่วยยกระดับของทีมจากที่เคยวนเวียนอยู่ตรงโซนกลางตารางคะแนนลงไปจนถึงช่วงท้ายที่้ต้องหนีตกชั้นในบางฤดูกาลได้ด้วย เพราะสามารถพาทีมไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลสโมสรยุโรปได้สำเร็จอีกต่างหาก หลังจากนั้นได้ย้ายไปรับงานคุมทีมยักษ์ใหญ่ นั่นก็คือ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2013 แม้จะประสบความล้มเหลวจากการทำผลงานได้แบบผิดหวังจนถูกไล่ออกจากตำแหน่งในช่วงปีถัดมาก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าของโค้ชชาวสกอต และได้ช่วยต่อยอดให้ได้ย้ายไปรับงานคุมทัพ เรอัล โซเซียดัด ในต่างแดนเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวด้วย


"มอยส์" ผู้เปลี่ยนค้อนจากเพื่อความอยู่รอดสู่สังเวียนยุโรป
"มอยส์" ผู้เปลี่ยนค้อนจากเพื่อความอยู่รอดสู่สังเวียนยุโรป

แม้จะเคยถูกมองว่าเป็น "กุนซือตกยุค" นับตั้งแต่โดน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปลดออกจากตำแหน่งกุนซือ เพราะหลังจากนั้น มอยส์ ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จจากงานคุมทีมลูกหนังเสียเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นเมื่อตอนที่คุมทัพ เรอัล โซเซียดัด, ซันเดอร์แลนด์ รวมถึง เวสต์แฮม ในรอบแรก แต่หลังจากที่ได้หวนกลับมาคุมทัพ "ขุนค้อน" รอบที่ 2 ในปี 2019 จึงเป็นเหมือน "จุดเปลี่ยน" ในการกอบกู้ชื่อสร้างของตัวเองให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง หลังจากที่นำทัพ เวสต์แฮม รอดพ้นจากการตกชั้นในช่วงฤดูกาล 2019/2020 เมื่อตอน ที่ก้าวเท้าเข้ามาคุมทีมแบบกลางคันในช่วงครึ่งซีซั่นหลัง และสามารถต่อยอดไปสู่เป้าหมายที่วางแผนไว้ได้จนถึงปัจจุบัน


ในช่วงฤดูกาล 2020/2021 ถือว่าเป็นซีซั่นแรกของ มอยส์ ที่ได้คุมทัพ "ขุนค้อน" แบบเต็มฤดูกาล หลังจากที่ได้ก้าวเท้าเข้ามาคุมทีมแบบกลางคันตอนช่วงกลางฤดูกาลทั้ง 2 ครั้งเลย แม้ว่าช่วงออกสตาร์ทจะทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนัก แต่หลังจากที่เริ่มตั้งหลักได้แล้ว ทำให้ เวสต์แฮม สามารถเดินหน้าคว้าชัยได้อยู่บ่อยๆ จึงได้ขยับขึ้นไปเกาะกลุ่มบนหัวตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกได้ด้วย และถึงขั้นที่เคยยึดพื้นที่ "ท็อปโฟร์" ในอันดับ 4 จึงมีลุ้นคว้าสิทธิ์ไปโชว์ฝีเท้าในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรได้เหมือนกัน แต่สุดท้ายกลับพลาดไปแบบน่าประทับใจ โดยจบด้วยอันดับ 6 พร้อมกับคว้าสิทธิ์ไปเล่นในศึกยูฟ่า ยูโรปาลีก ได้สำเร็จ


เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูกาล 2021/2022 มอยส์ สามารถรักษามาตรฐานของทัพลูกหนัง "ขุนค้อน" เอาไว้ได้ เพราะยังคงเกาะกลุ่มบนหัวตารางคะแนนต่อไป และทำผลงานในศึกยูฟ่า ยูโรปาลีก ได้น่าประทับเลยด้วย โดยสามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มในฐานะแชมป์เหนือกว่า 3 ทีมเพื่อนร่วมสาย นั่นก็คือ เกงค์, ดินาโม ซาเกร็บ รวมถึง ราปิด เวียนนา ทั้งหมดเลย พร้อมกับสร้างผลงานสุดเฉียบจากการเขี่ย เซบีญ่า เจ้าของสถิติคว้าแชมป์รายการนี้ได้มากที่สุดถึง 6 ครั้งให้กระเด็นตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ด้วย พร้อมกับเขี่ยทีมแกร่งอย่าง โอลิมปิก ลียง ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อีกต่างหาก ก่อนจะทะยานไปถึงรอบรองชนะเลิศ จึงมีโอกาสไปถึงนัดชิงเพื่อลุ้นแชมป์ได้เหมือนกัน แต่สุดท้ายกลับพลาดท่าแพ้ ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต ทีมแชมป์ในช่วงบั้นปลายไปแบบน่าเสียดาย จึงต้องจำใจจอดป้ายเพียงแค่รอบตัดเชือกเท่านั้น


"มอยส์" ผู้เปลี่ยนค้อนจากเพื่อความอยู่รอดสู่สังเวียนยุโรป
"มอยส์" ผู้เปลี่ยนค้อนจากเพื่อความอยู่รอดสู่สังเวียนยุโรป

ส่วนผลงานในศึกพรีเมียร์ลีกช่วงฤดูกาล 2021/2022 แม้จะโชว์ฟอร์มไม่ค่อยคงเส้นคงวา เพราะจะมีช่วงที่เก็บชัยชนะได้แบบติดต่อกันสลับกับช่วงที่แพ้หรือเสมอมาคั่นเอาไว้ตลอดเลย แต่ถือว่ายังอยู่ในระดับที่น่าพอใจมากๆ หากเทียบทีมอื่นๆ ที่มีการทุ่มเงินซื้อนักเตะฝีเท้าดีเข้ามาเสริมทัพกันแบบต่อเนื่องเลย และสามารถทำอันดับเพื่อคว้าโควตาไปโชว์ฝีเท้าในเกมระดับทวีปได้เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกันไปเลยด้วย ซึ่งมาจากการที่ มอยส์ สามารถตามหาทีมชุดที่ดีที่สุดได้แล้วนั่นเอง ซึ่งเป็นไปตามรายชื่อของ 11 นักเตะตัวจริงในตำแหน่งต่างๆ ที่ได้ใช้งานตามแผนการเล่นแบบ 4-2-3-1 อยู่เป็นประจำเลย


เริ่มต้นกันด้วย ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ซึ่งยังคงสวมบทเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ส่วนคู่กองหลังเป็นหน้าที่ของ เครก ดอว์สัน กับ เคิร์ท ซูม่า ขณะที่ อารอน เครสส์เวลล์ ยืนประจำการตรงแบ็กซ้ายคนละฝั่งกับ วลาดิเมียร์ คูฟาล ในบทบาทของแบ็กขวา สำหรับแดนกลางวาง ดีแคลน ไรซ์ ยืนคุมเกมร่วมคู่กับ โทมัส ซูเซ็ก ซึ่งช่วยเติมเกมขึ้นไปยิงประตูได้ตลอดเลยด้วย ส่วนแนวรุกเป็นหน้าที่ของ 2 ปีกจอมพลิ้ว นั่นก็คือ ยาร์ร็อด โบเว่น กับ ปาโบล ฟอร์นาลส์ และวาง มานูเอล ลานซินี่ เพลย์เมกเกอร์ร่างเล็กยืนเป็นตัวปั้นเกมอยู่ด้านหลังของ มิคาอิล อันโตนิโอ กองหลังตัวเป้านั่นเอง


แม้ว่าชื่อชั้นนักเตะของ "ขุนค้อน" อาจจะไม่ได้อยู่ในระดับเกรด เอ แต่ว่า มอยส์ สามารถโชว์ฝีมือด้วยการผสมผสานนักเตะเหล่านี้ให้เล่นได้แบบเข้าขารู้ใจกันเป็นอย่างมาก จึงได้ยกระดับของ เวสต์แฮม ซึ่งเคยแต่คิดถึงเรื่องของความอยู่รอดปลอดภัยเพื่อจะได้ไม่ตกชั้นในแต่ละฤดูกาล โดยตอนนี้โค้ชชาวสกอตได้พาทีมเกาะกลุ่มบนหัวตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกได้แล้ว และได้ยืนหยัดไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลสโมสรยุโรปอีกด้วย


สามารถเยียมชมบทความอื่นๆได้ที่ นี้

ดู 85 ครั้ง