หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"เมสซี่" ได้เวลานำทัพฟ้าขาวสมหวังในฐานะแชมป์โลก

ได้พบกับความสำเร็จในช่วงตลอดอาชีพค้าแข้งมาเกือบหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเกมระดับสโมสร รวมถึงในเกมระดับชาติด้วยเช่นกัน แต่ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่ายังคงพยายามไขว่คว้าอีกหนึ่งถ้วยแชมป์ เพื่อเติมเต็มความเป็นสุดยอดนักฟุตบอลให้อยู่ในขั้นสมบูรณ์แบบไปเลย เพราะว่ายังไม่สามารถนำทีมบ้านเกิดเข้าป้ายแชมป์ฟุตบอลโลกเหมือนอย่างที่หวังเอาไว้ได้เสียที


"เมสซี่" ได้เวลานำทัพฟ้าขาวสมหวังในฐานะแชมป์โลก
"เมสซี่" ได้เวลานำทัพฟ้าขาวสมหวังในฐานะแชมป์โลก

นับตั้งแต่ เมสซี่ ได้แจ้งเกิดในวงการฟุตบอลจากการค้าแข้งในระดับสโมสรให้กับ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ทีมยักษ์ใหญ่แห่งศึกลาลีกา สเปน เมื่อปี 2004 เป็นต้นมา จึงได้กวาดความสำเร็จมาแบบต่อเนื่องเลย โดยเฉพาะการคว้ารางวัลเกียรติยศส่วนตัว "บัลลังดอร์" ในฐานะนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งทวีปยุโรปเป็นสถิติมากที่สุดถึง 7 ครั้งเลยทีเดียว และได้มีโอกาสเริ่มต้นลงเล่นในเกมระดับชาติเมื่อตอนที่ถูกเรียกตัวไปรับใช้บ้านเกิดเป็นครั้งแรกในปี 2005 แต่ว่าดาวเตะวัย 34 ปียังไม่สามารถไปถึงฝั่งฝันด้วยการเข้าป้วยแชมป์โลกได้สำเร็จ เพราะเคยทำได้ดีที่สุดเพียงแค่สวมบทเป็น "พระรอง" เมื่อ 8 ปีก่อน หลังจากที่ได้ร่วมนำทัพลูกหนัง "ฟ้าขาว" ไปโชว์ฝีเท้าในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้งด้วยกัน


เริ่มต้นในศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนีเป็นเจ้าภาพ ตอนนั้น เมสซี่ เพิ่งมีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น จึงต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาของพวกดาวดังที่เป็นรุ่นพี่ในแนวรุกไปก่อน ไม่ว่าจะเป็น ฮวน โรมัน ริเคลเม่, คาร์ลอส เตเวซ, ฮาเวียร์ ซาวิโอล่า รวมถึง เฮอร์นัน เครสโป แต่ว่าดาวเตะเลือดฟ้าขาวได้รับโอกาสจากกุนซือ โจเซ่ เปเกอร์มัน ให้แจ้งเกิดในเกมรอบแรกด้วย เพราะสามารถประเดิมยิงประตูในรอบสุดท้ายได้หนึ่งลูกจากนัดที่ไล่ถล่ม เซอร์เบีย ด้วยสกอร์ครึ่งโหลถึง 6-0 เลยทีเดียว แม้จะได้ผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ในฐานะแชมป์กลุ่ม ซี เหนือกว่า ฮอลแลนด์ กับ ไอวอรี่โคสต์ และผ่านรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้จากเกมที่เฉือนชนะ เม็กซิโก ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1 แต่กลับต้องจอดป้ายเพียงรอบ 8 ทีมสุดท้าย เพราะพลาดท่าแพ้ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี ชาติเจ้าภาพในช่วงดวลจุดโทษตัดสินนั่นเอง จึงต้องหยุดเส้นทางโชว์ฝีเท้าในเกมรอบสุดท้ายศึกฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกเอาไว้เพียงแค่นี้เท่านั้น


"เมสซี่" ได้เวลานำทัพฟ้าขาวสมหวังในฐานะแชมป์โลก
"เมสซี่" ได้เวลานำทัพฟ้าขาวสมหวังในฐานะแชมป์โลก

หลังจากนั้น เมสซี่ ได้นำทัพลูกหนัง "ฟ้าขาว" ไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นการลงสนามรอบสุดท้ายเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตด้วย โดยตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพกุนซือ "เสือเตี้ย" ดิเอโก้ มาราโดน่า ตำนานนักเตะระดับโลกผู้ล่วงลับไปแล้ว และเคยนำทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโกมาก่อนด้วย แถมยังมีนักเตะชื่อก้องโลกให้เลือกใช้งานได้เพียบเลย ไม่ว่าจะเป็น ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่, อังเคล ดิ มาเรีย รวมถึง เซร์คิโอ อเกโร่ เป็นต้น โดยในรอบแรกโชว์ฟอร์มสุดเฉียบจากการคว้าชัยเหนือ 3 ทีมคู่ปรับร่วมกลุ่ม บี ไม่ว่าจะเป็น กรีซ, ไนจีเรีย รวมถึง เกาหลีใต้ ได้ทั้งหมดเลย ส่วนในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นฝ่ายชนะ เม็กซิโก ทีมคู่ปรับเก่าได้ด้วยสกอร์ 3-1 แต่กลับต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายอีกครั้ง เพราะพลาดท่าแพ้ เยอรมนี ทีมคู่อริหน้าเดิมไปแบบขาดลอยถึง 0-4 เลยทีเดียว จึงต้องยุติเส้นทางเอาไว้เพียงแค่รอบก่อนรองชนะเลิศอีกครั้ง


ไปต่อกันด้วยครั้งที่ 3 นั้นก็คือในศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล โดยครั้งนี้ เมสซี่ ได้สวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีม "ฟ้าขาว" แล้วด้วย และอยู่ภายใต้การคุมทัพของ อเลฮานโดร ซาเบลล่า กุนซือผู้ล่วงลับไปแล้ว แถมยังมีนักเตะชื่อก้องโลกที่ต่อยอดมาจากเมื่อ 4 ปีก่อนให้เลือกใช้งานได้เพียบเลยเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น ฮาเวียร์ มาสเคราโน่, อังเคล ดิ มาเรีย, กอนซาโล่ อิกัวอิน รวมถึง เซร์คิโอ อเกโร่ เป็นต้น โดยในรอบแรกโชว์ฟอร์มสุดเฉียบจากการคว้าชัยเหนือ 3 ทีมคู่ปรับร่วมกลุ่ม บี ไล่ตั้งแต่ บอสเนีย, อิหร่าน และ ไนจีเรีย ส่วนในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นฝ่ายชนะ สวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-0 จึงได้ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเฉือนชนะ เบลเยี่ยม 1-0 และทะลุไปเฉือนชัยเหนือ ฮอลแลนด์ ตอนช่วงดวลลูกจุดโทษตัดสินในรอบรองชนะเลิศด้วย แม้จะตบเท้าผ่านเข้าถึงนัดชิงได้สำเร็จ แต่กลับต้องฝันค้างจากการพลาดท่าแพ้ เยอรมนี ทีมคู่แข่งเก่าในช่วงต่อเวลาพิเศษด้วยสกอร์ 0-1 ทำให้ เมสซี่ ทำได้ดีที่สุดเพียงรองแชมป์ และได้รับให้คว้าตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์เป็นรางวัลปลอบใจกลับบ้านไปด้วย


"เมสซี่" ได้เวลานำทัพฟ้าขาวสมหวังในฐานะแชมป์โลก
"เมสซี่" ได้เวลานำทัพฟ้าขาวสมหวังในฐานะแชมป์โลก

ปิดท้ายด้วยครั้งที่ 4 นั้นก็คือในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย โดยตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของกุนซือ ฮอร์เก้ ซามเปาลี และยังคงให้ เมสซี่ สวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมเพื่อประสานงานกับเพื่อนร่วมรุ่นที่เล่นด้วยกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ฮาเวียร์ มาสเคราโน่, อังเคล ดิ มาเรีย, กอนซาโล่ อิกัวอิน รวมถึง เซร์คิโอ อเกโร่ เหมือนเดิม โดยในรอบแรกโชว์ฟอร์มแบบกระท่อนกระเทือนเหลือเกิน เพราะประเดิมสนามกลุ่ม ดี ด้วยผลเสมอ ไอซ์แลนด์ 1-1 และพลาดท่าแพ้ โครเอเชีย แบบยับเยินถึง 0-3 จึงต้องไปลุ้นเข้ารอบในเกมสุดท้ายของรอบแรก ก่อนจะตบเท้าลอยลำได้สำเร็จจากการเฉือนชนะ ไนจีเรีย 2-1 จึงได้เข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่มแบบหวุดหวิดเหลือเกิน แต่ต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย เพราะพลาดท่าแพ้ ฝรั่งเศส ไปแบบสุดมันส์ด้วยสกอร์ 3-4 และทำให้เพื่อนร่วมรุ่นหลายๆ คนต้องตัดสินใจ "รีไทร์" เลิกรับใช้บ้านเกิดไปเลยด้วย เนื่องจากว่ามีอายุเพิ่มมากขึ้นไปตามกาลเวลาด้วยนั่นเอง


แต่ว่า เมสซี่ ยังคงอยู่ปักหลักรับใช้ทัพลูกหนัง "ฟ้าขาว" ต่อไป เพราะหมายมั่นปั้นมือหวังคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต และจะได้นำทีมบ้านเกิดหวนกลับไปยึดบัลลังก์แชมป์โลกให้ได้อีกครั้ง หลังห่างหายมานานถึง 36 ปีแล้ว นับตั้งแต่ตอนที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก โดยตอนนี้ อาร์เจนติน่า ยังคงเป็นเจ้าของตำแหน่งแชมป์โลก 2 สมัย หลังจากที่ได้เริ่มประเดิมคว้าแชมป์เป็นสมัยแรกจากศึกฟุตบอลโลก 1978 บนแผ่นดินของตัวเองเมื่อตอนที่รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพนั่นเอง ส่วนในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์เป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปีนี้ระหว่างวันที่ 21 พ.ย. ถึง 18 ธ.ค. อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของ เมสซี่ สำหรับการลุ้นยึดบัลลังก์แชมป์โลกได้เหมือนกัน เพราะว่าปัจจุบันมีอายุมากถึง 34 ปีแล้วด้วย จึงพร้อมลุยต่อไปให้ถึงที่สุดอย่างแน่นอน เพื่อจะได้สานต่อความฝันให้ได้เป็นความจริง

"เมสซี่" ได้เวลานำทัพฟ้าขาวสมหวังในฐานะแชมป์โลก
"เมสซี่" ได้เวลานำทัพฟ้าขาวสมหวังในฐานะแชมป์โลก

ตอนนี้ อาร์เจนติน่า ยังคงอยู่ภายใต้การคุมทัพของกุนซือ ลิโอเนล สคาโลนี่ และไร้พ่ายจากการลงเล่นในทุกรายการมาแล้วถึง 33 นัดแล้วด้วย โดยยังคงมี เมสซี่ เป็นตัวชูโรง เช่นเดียวกับ อังเคล ดิ มาเรีย รวมถึงพวกดาวดังที่ค้าแข้งกับสโมสรฟุตบอลระดับชั้นนำในทวีปยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ลิซานโดร มาร์ติเนซ, เลาตาโร่ มาร์ติเนซ รวมถึง เปาโล ดีบาล่า เป็นต้น สำหรับในศึกฟุตบอลโลก 2022 ถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่ม ซี ร่วมสายเดียวกับ ซาอุดิอาระเบีย, เม็กซิโก รวมถึง โปแลนด์ โดยในรอบแรกจะประเดิมสนามพบกับ ซาอุดิอาระเบีย ในวันที่ 22 พ.ย. ส่วนนัดที่ 2 ดวลแข้งกับ เม็กซิโก ในวันที่ 26 และนัดสุดท้ายของรอบแรกจะเผชิญหน้ากับ โปแลนด์ ในวันที่ 30 พ.ย.


จึงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่า เมสซี่ จะสามารถนำทัพลูกหนัง "ฟ้าขาว" ไปถึงฝั่งฝันด้วยการสัมผัสถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของดาวเตะวัย 34 ปีได้เหมือนกัน


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2022

ดู 7 ครั้ง