หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

เก็บตกพรีเมียร์ลีกวันที่ 9-10 เม.ย.2022

อัปเดตเมื่อ 12 พ.ค.

2 ทีมลุ้นแชมป์ลงเอยด้วยผลเสมอแบบสุดมันส์ 2-2 ทำให้ตำแหน่งจ่าฝูงไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดย "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ ยังคงรั้งอันดับ 1 อยูเหนือกว่า "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เพียงแต้มเดียว ขณะที่ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ยิงโหดเหมือนโกรธใครมาจากการบุกไปถล่ม เซาแธมป์ตัน ด้วยสกอร์ครึ่งโหล ส่วน "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด กับ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ยังไม่ฟื้นพบกับความพ่ายแพ้ทั้งสองทีมเลย


เอฟเวอร์ตัน ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-0


ทั้งสองทีมต้องการเก็บชัยเพื่อเป้าหมายที่ต่างกัน โดย "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" กำลังหนีตกชั้นอย่างหนัก ส่วน "ปีศาจแดง" หวังกลับมาคว้าชัยเพื่อลุ้นเกาะกลุ่ม "ท็อปโฟร์" ใน 4 อันดับแรกต่อไป และเป็นเจ้าบ้านที่เป็นฝ่ายสมหวัง เพราะได้ประตูชัยจาก แอนโธนี่ กอร์ดอน ตั้งแต่ช่วงครึ่งแรก หลังจากนั้นทีมเยือนยังคงมีปัญหาแนวรุกฝืด จึงไม่สามารถยิงประตูได้สำเร็จ ทำให้ เอฟเวอร์ตัน กลับมาคว้าชัยได้อีกครั้ง แม้จะยังอยู่ในโซนท้ายตารางอันดับ 17 แข่ง 30 นัด มี 27 คะแนน แต่ได้ขยับอยู่เหนือปากเหวในโซนตกชั้นขึ้นมาเล็กน้อย ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องลุ้นแย่งพื้นที่ "ท็อปโฟร์" แบบสุดเหนื่อยกันต่อไป เพราะยังอยู่อันดับ 7 แข่ง 31 นัด มี 51 คะแนน


หลังจบเกม ราล์ฟ รังนิค กุนซือ “ปีศาจแดง” เปิดเผยว่าทีมของเขาไม่มีข้อแก้ตัวอะไรจากการความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้น โดยยอมรับว่าตอนนี้แทบจะหมดโอกาสลุ้นเกาะกลุ่มใน 4 อันดับแรกแล้วด้วย และไม่คิดนำเรื่องที่ว่าสโมสรใกล้ได้ตัวผู้จัดการทีมคนใหม่มาเป็นข้ออ้างสำหรับความพ่ายแพ้เลยด้วย เพราะยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่ได้ทำให้ลูกทีมใจลอย และเล่นกันแบบหมดไฟในการสู้เพื่อเขา แต่เป็นเพราะว่าเล่นได้แบบต่ำมาตรฐานกันเองมากกว่า จึงต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกหนึ่งเกมไปเลย


ด้าน แฟรงค์ แลมพาร์ด กุนซือ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอ่ยปากชมสปิริตความเป็นนักสู้ของลูกทีมที่ช่วยกันเก็บชัยชนะที่ยิ่งใหญ่จากนัดนี้ได้สำเร็จ แม้จะมีสถานการณ์ทุกอย่างที่เป็นรองแบบสุดๆ แต่นักเตะยังคงมุ่งมั่นเพื่อยชัยชนะ จึงได้รับผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดเลย และหวังว่าลูกทีมจะทำแบบนี้ได้อีกในเกมนัดต่อๆ ไป เพราะตั้งเป้าหลักยังคงเป็นเรื่องของการเก็บชัยชนะเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยในศึกพรีเมียร์ลีก โดยจะต้องเก็บชัยชนะกันต่อไปเพื่อหนีจากโซนตกชั้นให้ได้นั่นเอง


อาร์เซนอล แพ้ ไบรท์ตัน 1-2


หมายมั่นปั้นมือหวังกลับมาคว้าชัยเพื่อขยับเข้าใกล้พื้นที่ "ท็อปโฟร์" ใน 4 อันดับต่อไป แต่ "ปืนใหญ่" กลับยังไม่ฟื้นจากนัดก่อนที่บุกไปแพ้ คริสตัล พาเลซ แบบยับเยินถึง 0-3 เพราะยังคงพลาดท่าแพ้คารังเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ด้วยสกอร์ 1-2 โดย ไบรท์ตัน ออกนำไปก่อน 2 ประตูจาก เลอันโดร ทรอสซาร์ และ เอน็อค เอ็มเวปู หลังจากนั้นเจ้าบ้านตามตีไข่แตกได้จาก มาร์ติน โอเดการ์ด แต่สุดท้ายไล่ตามไม่ทันอยู่ดี ทำให้ อาร์เซนอล ยังคงรั้งอันดับ 5 แข่ง 30 นัด มี 54 คะแนนเท่าเดิม และตามหลัง ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ทีมอันดับ 4 อยู่ 3 คะแนน แต่ลงเตะน้อยกว่าหนึ่งนัด ส่วน ไบรท์ตัน หยุดไม่ชนะใครเอาไว้ที่ 8 เกมได้สำเร็จ โดยยังอยู่อันดับ 11 แข่ง 31 นัด มี 37 คะแนน


หลังจบเกม มิเกล อาร์เตต้า กุนซือ “ปืนใหญ่” เอ่ยปากตำหนิลูกทีมว่าเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะผลงานในช่วงครึ่งแรก จึงส่งผลกระทบต่อการลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ใน 4 อันดับแรกไปด้วยเลย จึงยังคงต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นกันต่อไป และยอมรับว่าขุมกำลังที่มีอยู่ได้สร้างความยากลำบากอยู่เหมือนกัน เพราะว่านักเตะในเลือกใช้งานแบบจำกัดนั่นเอง หากว่ามีผู้เล่นได้รับบาดเจ็บไปมากกว่านี้ก็ทำให้สถานการณ์ยิ่งลำบากขึ้นไปอีก แต่ไม่ได้คิดหาข้อแก้ตัวจากเรื่องนี้อยู่แล้ว


ด้าน เกรแฮม พ็อตเตอร์ กุนซือ ไบรท์ตัน เอ่ยปากชมลูกทีมที่กลับมาเล่นด้วยความมุ่งมั่น หลังจากที่ทำผลงานได้ย่ำแย่แบบต่อเนื่อง จึงสามารถกลับมาคว้าชัยเพื่อเรียกความมั่นใจคืนมาได้อีกครั้ง และหวังให้ลูกทีมรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีแบบนี้เอาไว้ในเกมนัดต่อๆ ไปด้วย โดยเก็บชัยชนะให้ได้อีกสักหน่อยเพื่อการันตีความอยู่ปลิดภัยไปเลยนั่นเอง


เซาแธมป์ตัน แพ้ เชลซี 0-6


แก้ตัวจากความพ่ายแพ้คาบ้านถึง 2 เกมติดต่อได้สำเร็จ โดย "สิงโตน้ำเงินคราม" สามารถโชว์ฟอร์มแบบสุดโหดจากการระบายอัดอั้นบุกไปไล่ถล่ม เซาแธมป์ตัน ได้ถึงถิ่นเซนต์ แมรี่ส์ ด้วยสกอร์ครึ่งโหลถึง 6-0 โดยได้ทั้ง 6 ลูกจาก มาร์กอส อลอนโซ่, ไค ฮาเวิร์ตซ์ และ เมสัน เมาท์ กับ ติโม แวร์เนอร์ ซัดเบิ้ลได้คนละ 2 เม็ด ทำให้ เชลซี ยังคงรั้งอันดับ 3 ต่อไป แข่ง 30 นัด มี 62 คะแนน ส่วน เซาแธมป์ตัน อยู่อันดับ 14 แข่ง 31 นัด มี 36 แต้ม


หลังจบเกม โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี สุดปลื้มผลงานของลูกทีมที่เล่นกันแบบมุ่งมั่นเพื่อแก้ตัวจากความพ่ายแพ้คาบ้านถึง 2 เกมซ้อน จึงกลับมาโชว์ฟอร์มแบบยิงครึ่งโหลไปเลย เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาอีกครั้ง ก่อนเดินทางไปเล่นเกมสำคัญนัดชี้ชะตาผ่านเข้าผ่านในศึกยูฟ่ แชมเปี้ยนส์ลีก กันต่อไป และยอมรับว่ารู้สึกเสียดายที่ ติโม แวร์เนอร์ ยิงได้เพียง 2 ประตู เพราะว่ามีโอกาสมากกว่านั้น โดยเฉพาะจังหวะที่ยิงคานในเกมนี้ถึง 3 ครั้งเลยนั่นเอง


ด้าน ราล์ฟ ฮาเซ่นฮุตเทิ่ล กุนซือ "นักบุญ" เอ่ยปากยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี เพราะลูกทีมยังคงมีปัญหาเรื่องฟอร์มกาารเล่นแบบต่อเนื่อง แม้พยายามกระตุ้นให้ช่วยกันกลับมาทำผลงานที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง แต่ยังมีปัญหาเรื่องของความมั่นใจ จึงพร้อมปรับปรุงก้ไขตรงจุดนี้เพื่อจะได้กลับมาทำผลงานให้ดีกว่าเดิมในเกมต่อๆ ไป


แมนฯ ซิตี้ เสมอ ลิเวอร์พูล 2-2


สมกับเป็นเกม "บิ๊กแมทช์" ประจำสุดสัปดาห์นี้จริงๆ เพราะทั้งสองทีมนำในกลุ่มลุ้นแชมป์ใส่กันแบบมันส์หยดเหลือเกิน แม้ว่า "เรือใบสีฟ้า" จะถือความได้ความเปรียบตรงที่ได้ลงเล่นในถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยม ของตัวเอง แต่ "หงส์แดง" ไม่ได้เกรงกลัวเจ้าบ้านเลย โดย แมนฯ ซิตี้ ออกนำไปก่อนจาก เควิน เดอ บรอยน์ แต่ทีมเยือนตามตีเจ๊าได้จาก ดิโอโก้ โจต้า หลังจากนั้นเจ้าถิ่นยิงขึ้นนำอีกครั้งจาก กาเบรียล เชซุส แต่ ลิเวอร์พูล ตามทวงคืนได้จาก ซาดิโอ มาเน่ จึงจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" ยังคงรั้งตำแหน่งจ่าฝูงเหมือนเดิม แข่ง 31 นัด มี 74 คะแนน นำหน้า "หงส์แดง" เพียงแต้มเดียวเท่านั้น และยังอีก 7 เกมที่เหลือให้เบียดลุ้นแชมป์ประจำฤดูกาลนี้กันต่อไป


หลังจบเกม เจอร์เกน คลอปป์ กุนซือ "หงส์แดง" เปรียบเปรยเกมดวลแข้งกับ "เรือใบสีฟ้า" เป็นเหมือนการชกมวยไม่มีผิด เพราะถ้าทีมไหนการ์ดตกมีสิทธิ์โดนน็อคถึงขั้นแพ้ได้เลย โดยยังคงพร้อมเดินหน้าเก็บชัยในอีก 7 เกมที่เหลืออยู่ให้ได้ทั้งหมด เพื่อรักษาโอกาสลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกต่อไป แม้มีสถานการณ์เป็นรอง แมนฯ ซิตี้ อยู่เพียงเล็กน้อยจากการตามหลังเพียงแต้เดียวเท่านั้นก็ตาม และยืนยันว่าพร้อมดวลกันอีกยกแรกในศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ คืนวันที่ 16 เม.ย.นี้อย่างแน่นอน


ด้าน "เป๊ป" โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า กุนซือ "เรือใบสีฟ้า" เปิดเผยว่าบอกผลการแข่งขันนัดนี้จะออกมาอย่างไรไม่สำคัญ เพราะเส้นทางลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกระหว่างทีมของเขากับ ลิเวอร์พูล ไม่ได้จบลงในวันนี้ พร้อมกับกำชับลูกทีมด้วยว่าต้องเก็บชัยชนะใน 7 นัดที่เหลืออยู่ให้ได้ ถ้าไม่อยากพลาดแชมป์ฤดูกาลนี้ และตั้งเป้าหวังล้างตาด้วยการเอาชนะ "หงส์แดง" ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อจะได้ตบเท้าผ่านเข้าชิงเอฟเอ คัพ ให้ได้นั่นเอง

ดู 47 ครั้ง