หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"มัลดินี่" ตระกูลผู้ภักดีมิลานส่งต่อแชมป์ถึง3รุ่น

ได้กลับมาผงาดคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย เอ อิตาลี อีกครั้งในช่วงฤดูกาล 2021/2022 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป สำหรับ "ปีศาจแดงดำ" เอซี มิลาน หลังแปรสภาพเป็น "ยักษ์หลับ" ที่ต้องห่างหายจากบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองมะกะโรนีไปนานถึง 11 ปีเลยทีเดียว นับตั้งแต่หนสุดท้ายที่ได้ยึดบัลลังก์เบอร์หนึ่งของประเทศเมื่อปี 2011 โน้นเลย แต่ตอนนี้ได้ตื่นจากการหลับใหลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้กลับมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศเป็นสมัยที่ 19 ได้สำเร็จ


"มัลดินี่" ตระกูลผู้ภักดีมิลานส่งต่อแชมป์ถึง3รุ่น
"มัลดินี่" ตระกูลผู้ภักดีมิลานส่งต่อแชมป์ถึง3รุ่น

ถ้าลองส่องรายชื่อของนักเตะของ เอซี มิลาน ชุดแชมป์ประจำฤดูกาล 2021/2022 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปจะพบว่ามีอยู่หนึ่งคนที่มาจาก "ตระกูลมัลดินี่" ซึ่งเป็นครอบครัวนักเตะที่จงรักภักดีจากการรับใช้สโมสรมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่จนถึงรุ่นหลานเลย นั่นก็คือ ดาเนียล มัลดินี่ กองกลางชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นลูกชายของ เปาโล มัลดินี่ ตำนานแบ็กซ้ายทีมชาติอิตาลีในทศวรรษ 90 ที่เคยปักหลักค้าแข้งกับ "ปีศาจแดงดำ" เพียงแค่ทีมเดียวในช่วงตลอดอาชีพนักฟุตบอล และตอนนี้สวมบทเป็นผู้บริหารของสโมสรอยู่ด้วย แต่ถ้าลองไล่เรียงลงไปอีกจะพบกับว่า เปาโล มัลดินี่ เป็นลูกชายของ เชซาเร่ มัลดินี่ ตำนานกองหลังผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณปู่ของ ดาเนียล มัลดินี่ ไปด้วยเลย เท่ากับว่า "ตระกูลมัลดินี่" ได้อยู่รับใช้ทีมลูกหนังแห่งซาน ซิโร่ มาแล้วถึง 3 ชั่วอายุคนแล้วด้วย และสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้ในแบบที่เป็นเหมือนมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นเลยด้วย


"มัลดินี่" ตระกูลผู้ภักดีมิลานส่งต่อแชมป์ถึง3รุ่น
"มัลดินี่" ตระกูลผู้ภักดีมิลานส่งต่อแชมป์ถึง3รุ่น

ย้อนหลังกลับไปเมื่อช่วงทศวรรษ 50 "ตระกูลมัลดินี่" ได้เริ่มต้นลงสนามรับใช้ เอซี มิลาน เป็นรุ่นแรก นั่นก็คือ เชซาเร่ มัลดินี่ ในตำแหน่งกองหลัง แม้จะเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ ตริเอสติน่า ในปี 1952 แต่ได้ย้ายมาลงหลักปักฐานกับ "ปีศาจแดงดำ" ในปี 1954 และได้อยู่โยงแบบยาวนานถึง 12 ปีเลยทีเดียว โดยมีส่วนช่วยให้สโมสรผงาดคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย เอ อิตาลี เมื่อสมัยก่อนได้ถึง 4 สมัยในปี 1955, 1957, 1959, 1962 ก่อนจะตัดสินใจโบกมืออำลาในปี 1966 หลังจากที่ผ่านการลงสนามรับใช้สโมสรในทุกรายการไปทั้งหมดถึง 412 เกมเลยทีเดียว แถมยังอยู่ในทีมชุดยึดบัลลังก์ "เจ้าสโมสรยุโรป" ในฐานะแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ เมื่อสมัยก่อนในช่วงฤดูกาล 1962/1963 อีกต่างหาก โดยได้ย้ายไปร่วมทัพ "กระทิงหิน" โตริโน่ ซึ่งเป็นทีมสุดท้ายในอาชีพนักฟุตบอล เพราะได้ตัดสินใจ "แขวนสตั๊ด" เลิกอาชีพค้าแข้งในปี 1967 นั่นเอง


หลังจากนั้น เซซาเร่ ได้หันมาเอาดีด้านงานโค้ช โดยเริ่มต้นจากการกลับมาช่วยงานทีมต้นสังกัดเก่าที่คุ้นเคยจากการสวมเป็นผู้ช่วยกุนซือ เอซี มิลาน ในปี 1970 เพื่อทำหน้าที่เป็นมือขวาของ เนริโอ ร็อคโค่ ตำนานกุนซือผู้ล่วงลับไปแล้ว และได้เลื่อนชั้นขึ้นมานั่งเก้าอี้กุนซือแบบเต็มตัวในช่วงระหว่างปี 1972-1974 แต่ว่าไม่ประสบความสำเร็จเสียเท่าไรนัก จึงได้ย้ายไปพเนจรคุมทีมต่างๆ และเคยสวมบทเป็นกุนซือทีมชาติอิตาลีระหว่างปี 1996-1998 โดยได้เรียกตัวลูกชาย นั่นก็คือ เปาโล มัลดินี่ ยอดแบ็กซ้ายในช่วงทศวรรษ 90 ไปรับใช้บ้านเกิดในศึกฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพด้วย ก่อนจะหวนกลับมาช่วย "ปีศาจแดงดำ" จากการทำหน้าที่เป็นกุนซือขัดตาทัพช่วงสั้นๆ ในปี 2001 หลังจากนั้นได้จากโลกใบนี้ไปแบบไม่มีวันกลับ เพราะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 เมษายน ปี 2016 ด้วยวัย 84 ปี


"มัลดินี่" ตระกูลผู้ภักดีมิลานส่งต่อแชมป์ถึง3รุ่น
"มัลดินี่" ตระกูลผู้ภักดีมิลานส่งต่อแชมป์ถึง3รุ่น

หากย้อนหลังกลับไปในช่วงทศวรรษ 80 "ตระกูลมัลดินี่" ในรุ่นที่ 2 ได้เริ่มรับใช้ เอซี มิลาน อีกหนึ่งคน นั่นก็คือ เปาโล มัลดินี่ ซึ่งเป็นลูกชายของ เชซาเร่ มัลดินี่ โดยเริ่มต้นอาชีพแข้งกับ "ปีศาจแดงดำ" ในตำแหน่งแบ็กซ้ายเมื่อปี 1984 จากการฝากฝังของผู้เป็นพ่อนั่นเอง ก่อนจะยกระดับฝีเท้าของตัวเองให้กลายเป็นหนึ่งในตำนานกองหลังที่ดีที่สุดในโลกของยุคนั้นได้สำเร็จ และได้อยู่ปักหลักค้าแข้งแบบจงรักภักดีให้กับสโมสรเดียวในช่วงตลอดอาชีพนักเตะไปเลย จึงกินเวลายาวนานถึง 25 ปีเลยทีเดียว เพราะได้อยู่ร่วมหัวจมท้ายจนประกาศ "แขวนสตั๊ด" เลิกเล่นฟุตบอลเมื่อช่วงปี 2009 ในช่วงหลังจากที่ลงสนามในทุกรายการไปทั้งหมดถึง 902 เกมนั่นเอง โดยอยู่ในทีมชุดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้มากถึง 7 สมัยในปี 1988, 1992, 1993, 1994, 1996, 1999 และ 2004 อีกต่างหาก แถมยังเคยได้เล่นเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกนักเตะระดับโลกในช่วงทศวรรษ 80-90 มากมายหลายเลยด้วย


โดยเฉพาะ "3 ทหารเสือ" ซึ่งเป็น 3 ตำนานนักเตะทีมชาติฮอลแลนด์ชุดแชมป์ยูโร 1988 นั่นก็คือ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด, รุด กุลลิท รวมถึง มาร์โก แวน บาสเท่น และเคยเล่นฟุตบอลร่วมกับ คาร์โล อันเชลอตติ ตำนานกุนซือ เอซี มิลาน และ เรอัล มาดริด ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเคยค้าแข้งในตำแหน่งกองกลางดีกรีทีมชาติอิตาลีให้กับ "ปีศาจแดงดำ" ในช่วงระหว่างปี 1987-1992 มาก่อนด้วย ทั้งนี้ เปาโล มัลดินี่ ได้อยู่ในทีมชุดยึดบัลลังก์ "เจ้าสโมสรยุโรป" ตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ชื่อการแข่งขันว่า ยูโรเปี้ยน คัพ ในสมัยก่อนจนถึงยุคที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จนถึงปัจจุบันได้ทั้งหมดถึง 5 สมัยเลยด้วยในปี 1989, 1990, 1994, 2003 และ 2007 ก่อนจะตัดสินใจประกาศ "แขวนสตั๊ด" เลิกเล่นฟุตบอลในปี 2009 พร้อมกับจารึกชื่อเป็นหนึ่งในตำนานแบ็กซ้ายที่ดีที่สุดในโลกลูกหนังด้วยเช่นกัน


ส่วนชีวิตในช่วงหลังเลิกเล่นฟุตบอลของ เปาโล มัลดินี่ ไม่ได้หันไปเอาดีด้านงานโค้ชเพื่อตามรอยเท้าคุณพ่อ เซซาเร่ มัลดินี่ และเคยหันไปเป็นนักเทนนิสอาชีพอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาร่วมงานกับ "ปีศาจแดงดำ" ในฐานะผู้บริหารจากการสวมบทเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของสโมสรจนถึงปัจจุบัน และมีส่วนช่วยสำหรับการทำงานอยู่เบี้องหลังเพื่อให้ เอซี มิลาน ผงาดคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ในช่วงฤดูกาล 2021/2022 ได้สำเร็จ จึงได้กลับมาครองบัลลังก์ "เบอร์หนึ่ง" ของวงการลูกหนังเมืองมะกะโรนีได้เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปีเลยด้วย โดยได้ฝากฝังให้ลูกชายทั้ง 2 คน นั่นก็คือ คริสเตียน กับ ดาเนียล ได้เริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับทีมเยาวชนของสโมสรด้วยเช่นกัน แต่ว่า คริสเตียน ซึ่งเล่นในตำแหน่งกองหลังตามรอยของคุณปู่และคุณพ่อกลับไม่สามารถแจ้งเกิดได้เหมือนอย่างที่หวัง จึงต้องย้ายไปค้าแข้งกับทีมลูกหนังในลีกรองให้กับ โปร เซสโต้ จนถึงปัจจุบันไปเลย


"มัลดินี่" ตระกูลผู้ภักดีมิลานส่งต่อแชมป์ถึง3รุ่น
"มัลดินี่" ตระกูลผู้ภักดีมิลานส่งต่อแชมป์ถึง3รุ่น

จึงเหลือเพียง ดาเนียล มัลดินี่ ซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กของ เปาโล มัลดินี่ ในวัยเพียง 20 ปีที่ได้อยู่สืบทอดตำนานของ "ตระกูลมัลดินี่" จากการลงสนามรับใช้ "ปีศาจแดงดำ" เป็นรุ่นที่ 3 แล้วด้วย โดยเลือกเล่นในตำแหน่งที่ไม่เหมือนกับคุณพ่อและคุณปู่ เพราะว่าเลือกเล่นเกมบุกในตำแหน่งกองกลางตัวรุกนั่นเอง และได้เลื่อนชั้นจากทีมเยาวชนขึ้นมาแจ้งเกิดในชุดใหญ่เมื่อปี 2020 แม้ว่าตอนนี้จะยังคงเป็นเพียงแค่นักเตะตัวสำรอง แต่ว่าเริ่มได้รับโอกาสให้ลงสนามมากขึ้นเรื่อยๆ จึงได้สัมผัสตำแหน่งแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ประจำฤดูกาล 2021/2022 ด้วยเช่นกัน เพราะมีส่วนร่วมกับการลงสนามรับใช้สโมสรในช่วงซีซั่นที่เพิ่งผ่านพ้นไปทั้งหมด 13 เกม และยิงได้หนึ่งประตูด้วย แถมยังมีโอกาสตามรอยความสำเร็จของคุณปู่ รวมถึงคุณพ่อได้ด้วยเช่นกัน แต่ยังคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะสามารถพิสูจน์ตัวเองด้วยการยกระดับฝีเท้าให้เก่งกาจยิ่งๆ ขึ้นไปได้หรือไม่


เท่ากับว่า "ตระกูลมัลดินี่" ได้ส่งต่อมรดกแชมป์กัลโช่ เซเรีย เอ อิตาลี จากรุ่นปู่มาสู่รุ่นหลานถึง 3 ช่วงวัยแล้วนั่นเอง ไล่ตั้งแต่ เซซาเร่, เปาโล และ ดาเนี่ยล ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในวงการลูกหนังโลกได้ยากมากๆ เลยด้วย


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ฟุตบอล และ กัลโช่เซเรียอา

ดู 28 ครั้ง