หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"โคลเซ่" ยืนหนึ่งตำนานดาวซัลโวตลอดกาลฟุตบอลโลก

อัปเดตเมื่อ 11 พ.ค.

แม้จะตัดสินใจ "แขวนสตั๊ด" เลิกอาชีพค้าแข้งไปนานแล้ว แต่ มิโรสลาฟ โคลเซ่ อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมนียังคงได้รับการจารึกชื่อให้เป็นตำนานดาวยิงในวงการลูกหนังโลกต่อไป เพราะยังคงเป็นเจ้าของสถิติดาวซัลโวตลอดกาลของศึกฟุตบอลโลกนั่นเอง เพราะสามารถสอยตาข่ายในเกมรอบสุดท้ายได้มากที่สุดนั่นเอง


"โคลเซ่" ยืนหนึ่งตำนานดาวซัลโวตลอดกาลฟุตบอลโลก
"โคลเซ่" ยืนหนึ่งตำนานดาวซัลโวตลอดกาลฟุตบอลโลก

ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ปี 1978 มิโรสลาฟ โคลเซ่ ได้ถือกำเนิดลืมตาดูโลกที่เมืองโอโปล ในประเทศโปแลนด์ และเติบโตในครอบครัวนักกีฬาเสียด้วย โดยคุณพ่อ โจเซฟ โคลเซ่ เคยเป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพมาก่อน ส่วนคุณแม่ บาร์บาร่า เจ็ซ เป็นอดีตนักกีฬาแฮนด์บอลทีมชาติโปแลนด์มาก่อนด้วยเช่นกัน แต่หลังจากนั้นได้มีการย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตในประเทศเยอรมนี

ทำให้ โคลเซ่ ได้เริ่มเล่นฟุตบอลบนดินแดนเมืองเบียร์ตั้งแต่ตอนที่มีอายุได้เพียงแค่ 8 ขวบ และได้เริ่มต้นเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับ โฮมบวร์ก เมื่อปี 1998 โดยได้เริ่มต้นค้าแข้งในตำแหน่งกองหน้านั่นเอง แต่ได้ย้ายไปโด่งดังกับ ไกเซอร์สเลาเทิร์น อดีตทีมยักษ์ใหญ่แห่งศึกบุนเดสลีกาในปี 1999 หลังจากนั้นได้เริ่มฉายแววความเป็นยอดดาวยิงจากการสอยตาข่ายได้แบบต่อเนื่องเลย


เพราะว่าโชว์การยิงประตูได้แบบเฉียบคม ทำให้ทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี ได้ทาบทามให้มาลงเล่นในนามทีมชาติด้วยเลย ซึ่งเป็นการตัดหน้าทีมบ้านเกิด นั่นก็คือ โปแลนด์ นั่นเอง เนื่องจาก โคลเซ่ ได้ปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเบียร์มาตั้งแต่เด็ก จึงได้รับสัญชาติให้เป็นชาวเยอรมันอยู่แล้วด้วย และได้ถูกเรียกตัวมารับใช้ทีมชาติเยอรมนีเป็นครั้งแรกในปี 2001 พร้อมกับเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเท้าไปสู่ตำนานดาวซัลโวตลอดกาลของฟุตบอลโลก


หลังจากนั้น โคลเซ่ ได้ฝากผลงานการยิงประตูในเกมระดับสโมสรด้วยการย้ายไปค้าแข้งกับทีมดังๆ อย่าง แวร์เดอร์ เบรเมน ในช่วงระหว่างปี 2004-2007 และได้ย้ายไปล่าตาข่ายให้กับ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ในช่วงระหว่างปี 2007-2011 ก่อนจะย้ายไปโชว์ฝีเท้าในต่างแดนให้กับ "อินทรีฟ้าขาว" ลาซิโอ ทีมดังแห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ระหว่างปี 2011-2016 จึงกลายเป็นทีมสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งไปด้วยเลย เพราะตัดสินใจ "แขวนสตั๊ด" เลิกเล่นฟุตบอลไปเมื่อช่วง 6 ปีที่แล้วนั่นเอง


ส่วนผลงานในเกมระดับชาติของ โคลเซ่ เคยผ่านการลงสนามรับใช้ทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" ในช่วงระหว่างปี 2001–2014 ไปทั้งหมด 137 เกม และยิงประตูได้มากถึง 71 ลูก ซึ่งยังคงรั้งตำแหน่งดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติเยอรมนีไปด้วยเลย และเคยผ่านการไปโชว์ฝีเท้าในเกมรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกร่วมกับทัพลูกหนังเมืองเบียร์มาแล้วถึง 4 ครั้งเลยด้วย


เริ่มต้นจากในศึกฟุตบอลโลก 2002 บนทวีปเอเชีย เมื่อตอนที่ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้สวมบทเป็นเจ้าภาพร่วมกัน โดย โคลเซ่ ได้ฝากผลงานยิงประตูในครั้งนั้นได้มากถึง 5 ลูก ซึ่งมาจากลูกโหม่งทั้งหมดเลยด้วย จึงได้รับการขนานนามให้เป็น "เจ้าเวหา" ไปแล้วด้วย และเอกลักษณ์ประจำตัวจากการโชว์ "ตีลังกา" ในช่วงหลังจากที่สอยตาข่ายได้ ซึ่งกลายเป็นท่าดีใจแบบเฉพาะตัวไปด้วยเลย แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถนำทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" ไปถึงตำแหน่งแชมป์ เพราะทำได้ดีที่สุดเพียงรองแชมป์จากการพ่ายแพ้ให้กับ "แซมบ้า" บราซิล ในนัดชิงชนะเลิศด้วยสกอร์ 0-2


หลังจากนั้น โคลเซ่ ได้โชว์ฝีเท้าในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2006 บนดินแดนเมืองเบียร์ ซึ่งได้สวบทเป็นเจ้าภาพนั่นเอง และได้ฝากผลงานสอยตาข่ายไปได้ทั้งหมด 5 ลูก จึงได้คว้ารางวัล "รองเท้าทองคำ" ในฐานะดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ไปด้วยเลย แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถนำทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" ไปถึงฝั่งฝันบนแผ่นดินของตัวเอง เพราะจอดป้ายเพียงแค่รอบตัดเชือกจากการปราชัยให้กับ อิตาลี ทีมแชมป์โลกในช่วงบั้นปลาย แต่ยังสามารถเข้าป้ายอันดับ 3 จากการเฉือนชนะ โปรตุเกส เป็นรางวัลปลอบใจ


เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลของศึกฟุตบอลโลก 2010 โคลเซ่ ได้ร่วมทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" ไปโชว์ฝีเท้าบนดินแดนกาฬทวีป เมื่อตอนที่ประเทศแอฟริกาใต้สวมบทเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันด้วยเช่นกัน และฝากผลงานสอยตาข่ายในเกมรอบสุดท้ายได้อีก 3 ลูก แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถพาทีมชาติเยอรมนีไปถึงฝั่งฝันอีกครั้ง เพราะจอดป้ายเพียงแค่รอบรองชนะเลิศจากการปราชัยให้กับ สเปน ทีมแชมป์โลกในช่วงบั้นปลาย แต่ยังสามารถเข้าป้ายอันดับ 3 จากการเฉือนชนะ อุรุกวัย เป็นรางวัลปลอบใจได้อีกครั้ง


ส่วนในศึกฟุตบอลโลก 2014 โคลเซ่ ไม่พลาดการร่วมทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" ไปโชว์ฝีเท้าบนดินแดนแซมบ้า เมื่อตอนที่ประเทศบราซิลสวมบทเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันนั่นเอง พร้อมกับฝากผลงานสอยตาข่ายในเกมรอบสุดท้ายได้อีก 3 ลูก และคราวนี้เป็นฝ่ายสมหวังเสียที เพราะได้สัมผัสแชมป์ฟุตบอลโลกนั่นเอง โดยในนัดชิงเป็นฝ่ายเฉือนชนะ อาร์เจนติน่า ตอนช่วงต่อเวลาพิเศษด้วยสกอร์ 1-0 นั่นเอง และได้ตัดสินใจประกาศ "รีไทร์" เลิกลงเล่นเกมระดับชาติในช่วงหลังจบทัวร์นาเมนต์ไปด้วยเลย


เท่ากับว่า โคลเซ่ เคยผ่านการลงเล่นรอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลกมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง นั่นก็คือในศึกฟุตบอลโลก 2002, ฟุตบอลโลก 2006, ฟุตบอลโลก 2010 และฟุตบอลโลก 2014 จึงได้ฝากผลงานยิงประตูร่วมกันได้มากถึง 16 ลูกจากการลงเล่นในเกมรอบสุดท้ายไปทั้งหมด 24 เกม ซึ่งยังคงเป็นสถิติสอยตาข่ายในเกมรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับยึด "เบอร์หนึ่ง" ในฐานะตำนานดาวซัลโวตลอดกาลของฟุตบอลโลกไปด้วยเลย หลังจากที่ลงสนามรับใช้ทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" มานานถึง 13 ปีเลยทีเดียว


โรนัลโด้
โรนัลโด้

โรนัลโด้


ส่วนอันดับ 2 เป็นของ "โล้นทองคำ" โรนัลโด้ ตำนานกองหน้าทีมชาติบราซิล ซึ่งเคยผ่านการลงเล่นในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง ไล่ตั้งแต่ ศึกฟุตบอลโลก 1994, ฟุตบอลโลก 1998, ฟุตบอลโลก 2002 และฟุตบอลโลก 2006 พร้อมกับฝากผลงานยิงประตูร่วมกันได้มากถึง 15 ลูกจากการลงสนาม 19 เกม และประสบความสำเร็จจากการชูถ้วยแชมป์โลกได้ถึง 2 สมัยในปี 1994 และ 2002 นั่นเอง


แกร์ด มุลเลอร์
แกร์ด มุลเลอร์

แกร์ด มุลเลอร์


ตามมาด้วยอันดับ 3 นั่นก็คือ แกร์ด มุลเลอร์ ตำนานกองหน้าทีมชาติเยอรมนีผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นรุ่นพี่ร่วมชาติเดียวกับ โคลเซ่ นั่นเอง โดยเจ้าของสมญานามตามแบบภาษาของชาวเมืองเบียร์ว่า "แดร์ บอมเบอร์" หรือที่แปลเป็นไทยว่า "ไอ้ลูกระเบิด" เคยผ่านการลงเล่นในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกมาแล้วทั้งหมด 2 ครั้ง ไล่ตั้งแต่ ศึกฟุตบอลโลก 1970 และฟุตบอลโลก 1974 พร้อมกับฝากผลงานยิงประตูร่วมกันได้มากถึง 14 ลูกจากการลงสนาม 13 เกม และประสบความสำเร็จจากการชูถ้วยแชมป์โลกได้หนึ่งครั้งในปี 1974 เมื่อตอนที่ดินแดนบ้านเกิดสวมบทเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเสียด้วย


ฌูสต์ ฟองแต็ง
ฌูสต์ ฟองแต็ง

ฌูสต์ ฟองแต็ง


ขณะที่อันดับ 4 เป็นของ ฌูสต์ ฟองแต็ง ตำนานกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเคยผ่านการลงเล่นในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียวในศึกฟุตบอลโลก 1958 พร้อมกับฝากผลงานยิงประตูร่วมกันได้มากถึง 13 ลูกจากการลงสนามเพียง 6 เกมเท่านั้น ปิดท้ายด้วยอันดับ 5 นั่นก็คือ "ไข่มุกดำ" เปเล่ ตำนานกองหน้าทีมชาติบราซิล ซึ่งเคยผ่านการลงเล่นในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกทั้งหมด 4 ครั้ง ไล่ตั้งแต่ ศึกฟุตบอลโลก 1958, ฟุตบอลโลก 1962, ฟุตบอลโลก 1966 และฟุตบอลโลก 1970 พร้อมกับฝากผลงานยิงประตูร่วมกันได้มากถึง 12 ลูกจากการลงสนามเพียง 14 เกม และประสบความสำเร็จจากการชูถ้วยแชมป์โลกได้ถึง 3 ครั้งในปี 1958, 1962 รวมถึง 1970 จึงยังคงเป็นสถิตินักเตะที่คว้าแชมป์โลกได้มากที่สุดไปด้วยเลย


ด้วยเหตุนี้ โคลเซ่ จึงยังคง "ยืนหนึ่ง" ในฐานะตำนานดาวซัลโวตลอดกาลของศึกฟุตบอลโลกจากการยิงประตูในเกมรอบสุดท้ายได้มากที่สุดต่อไปเหมือนเดิม


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2022

ดู 81 ครั้ง