หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"ญี่ปุ่น" ศึกหนักในบอลโลกลุ้นไปให้ไกลกว่าเดิม

ยังคงเป็นหนึ่งในชาติลูกหนังระดับยักษ์ใหญ่ของทวีปเอเชียด้วยเช่นกัน สำหรับทัพลูกหนัง "ซามูไร" ญี่ปุ่น ซึ่งยังคงเป็นขาประจำในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก เพราะสามารถผ่านรอบคัดเลือกไปโชว์ฝีเท้าในมหกรรมลูกหนังที่จะจัดฟาดแข้งกันในช่วงทุกๆ 4 ปีมาแล้วถึง 6 ครั้งติดต่อกัน และมีงานหนักรออยู่ในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์เป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปีนี้ด้วย


"ญี่ปุ่น" ศึกหนักในบอลโลกลุ้นไปให้ไกลกว่าเดิม
"ญี่ปุ่น" ศึกหนักในบอลโลกลุ้นไปให้ไกลกว่าเดิม

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 24 ปีก่อน ญี่ปุ่น ได้เริ่มปรากฎโฉมในรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในศึกฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ โดยตอนนั้นนำทัพโดย ฮิเดโตชิ นากาตะ ตำนานกองกลางเลือดปลาดิบที่เคยไปสร้างชื่อในเกมระดับสโมสรยุโรปมาก่อนด้วย แต่เป็นเพราะว่าไม่มีประสบการณ์มาก่อนเลย จึงต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบแรกเท่านั้น เพราะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ 3 ทีมคู่แข่งร่วมกลุ่ม เอช นั่นก็คือ อาร์เจนติน่า, โครเอเชีย รวมถึง จาไมก้า นั่นเอง


หลังจากนั้นทัพลูกหนัง "ซามูไร" ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 2002 จากการสวมบทเป็นเจ้าภาพร่วมกับประเทศบ้านใกล้เรือนข้าง นั่นก็คือ เกาหลีใต้ แม้จะอยู่ในกลุ่ม เอช ร่วมสายเดียวกับ รัสเซีย, เบลเยี่ยม รวมถึง ตูนิเซีย และใช้บริการของ ฟิลิปป์ ทรุสซิเย่ร์ โค้ชชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเจ้าของสมญานามว่า "พ่อมดขาว" ให้ทำหน้าที่เป็นกุนซือด้วย แต่เป็นเพราะว่าได้ลงเล่นบนดินแดนเกิดของตัวเอง จึงสามารถตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรก หลังจบรอบแรกในฐานะแชมป์กลุ่มด้วยผลงานไร้พ่ายเสียด้วย ก่อนจะไปแพ้ ตุรกี 0-1 พร้อมกับยุติเส้นทางเอาไว้ที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายไปด้วยเลย


เมื่อเข้าสู่ช่วงของเกมฟาดแข้งในศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนีเป็นเจ้าภาพ ทางด้านของ ญี่ปุ่น ได้ตบเท้าผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายด้วยเช่นกัน โดยตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของกุนซือ "เปเล่ขาว" ซิโก้ ตำนานกองกลางทีมชาติบราซิลนั่นเอง และมี ชุนซุเกะ นากามูระ อดีตกองกลางจอมปั่นฟรีคิกเป็นหนึ่งในตัวชูโรงด้วย แต่เป็นเพราะว่าถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่ม เอฟ ร่วมสายเดียวกับ 3 ทีมแกร่งจาก 3 ทวีป นั่นก็คือ บราซิล, โครเอเชีย รวมถึง ออสเตรเลีย จึงต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบแรกในฐานะทีมบ๊วยแบบไม่พบกับชัยชนะแม้แต่เกมเดียว


ส่วนในศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ทางด้านของทัพลูกหนัง "ซามูไร" ก็ไม่พลาดไปโชว์ฝีเท้าในรอบสุดท้ายด้วยเช่นกัน โดยตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของกุนซือเลือดปลาดิบ นั่นก็คือ ทาเคชิ โอกาดะ ซึ่งเคยนำทีมบ้านเกิดไปฟาดแข้งรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในศึกฟุตบอลโลก 1998 มาแล้ว และนำทัพโดย เคซึเกะ ฮอนดะ อดีตกองกลางจอมพเนจรที่เคยย้ายไปค้าแข้งใน 5 ทวีปทั่วโลกมาแล้วด้วย แม้จะถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่ม อี ร่วมสายเดียวกับ ฮอลแลนด์, เดนมาร์ก และ แคเมอรูน แต่ว่า ญี่ปุ่น สามารถส้ได้แบบสูสี และได้ตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งที่ 2 ไปเลยด้วย ก่อนจะไปจอดป้ายจากการพลาดท่าแพ้ ปารากวัย ในช่วงดวลจุดโทษตัดสินไปแบบน่าประทับใจเหลือเกิน


หลังจากนั้น ญี่ปุ่น ได้ไปโชว์ฝีเท้าในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพ โดยตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของ "อิล ซัค" อัลแบร์โต้ ซัคเคโรนี่ โค้ชชาวอิตาเลียน และนำทัพโดยพวกนักเตะที่ค้าแข้งอยู่บนดินแดนยุโรปในช่วงยุคนั้นหลายคนเลย ไม่ว่าจะเป็น ชินจิ คากาวะ, ชินจิ โอกาซากิ รวมถึง มาโกโตะ ฮาซาเบะ เป็นต้น แม้จะถูกจับสลากให้อยู่กลุ่ม ซี ซึ่งถือว่าไม่แข็งมากนักจากการอยู่ร่วมสายเดียวกับ 3 ทีมจาก 3 ทวีป นั่นก็คือ โคลอมเบีย, กรีซ และ ไอวอรี่โคสต์ แต่ว่าทัพลูกหนัง "ซามูไร" กลับต้องจอดป้ายเพียงรอบแรกแบบไม่พบกับชัยชนะแม้แต่นัดเดียว จึงต้องจบด้วยตำแหน่งบ๊วยของกลุ่มนี้ไปโดยปริยาย


ตบท้ายด้วยฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียสวมบทเป็นเจ้าภาพ ทางด้านของทัพลูกหนัง "ซามูไร" ได้ไปโชว์ฝีเท้าในรอบสุดท้ายอีกครั้ง โดยคราวนั้นใช้บริการของโค้ชในประเทศ นั่นก็คือ อากิระ นิชิโนะ อดีตกุนซือทีมชาติไทยนั่นเอง และนำทัพโดยพวกแข้งดังที่ได้ไปโชว์ฝีเท้าในต่างแดนหลายคนเลย ไม่ว่าจะเป็น ชินจิ คากาวะ, ชินจิ โอกาซากิ รวมถึง มาโกโตะ ฮาซาเบะ ซึ่งยังคงเป็นแกนหลักของทีมบ้านเกิดเหมือนอย่างเมื่อ 4 ปีก่อนด้วย แม้จะถูกจับสลากให้อยู่กลุ่ม เอช ร่วมสายเดียวกับ 3 ทีมจาก 3 ทวีป นั่นก็คือ โคลอมเบีย, โปแลนด์ และ เซเนกัล แต่คราวนั้น ญี่ปุ่น สามารถเอาตัวรอดจากการผ่านเข้าไปเล่นรอบ 16 สุดท้ายในฐานะรองแชมป์กลุ่มได้แบบหวุดหวิด ก่อนจะพลาดท่าแพ้ เบลเยี่ยม แบบน่าประทับใจมากๆ เพราะเป็นฝ่ายออกนำไปก่อนถึง 2 ประตู แต่สุดท้ายกลับโดนยิงแซงในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จึงเป็นฝ่ายแพ้ด้วยสกอร์ 2-3


เท่ากับว่า ญี่ปุ่น ได้ตบเท้าไปเล่นรอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลกมาแล้วถึง 6 ครั้ง และทำผลงานได้ดีที่สุดคือการผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ถึง 3 ครั้งนั่นเอง ทำให้ทัพลูกหนัง "ซามูไร" หมายมั่นหวังจะไปไกลกว่าเดิมให้ได้เสียที เพื่อจะได้ลุ้นเทียบรัศมีของ เกาหลีใต้ ซึ่งยังคงเป็นเจ้าของสถิติทีมลูกหนังจากทวีปเอเชียที่ไปได้ไกลที่สุดถึงรอบรองชนะเลิศในศึกฟุตบอลโลก 2002 เมื่อตอนที่สวมบทเป็นเจ้าภาพร่วมกับดินแดนปลาดิบนั่นเอง โดยตอนนั้นทัพลูกหนัง "โสมขาว" อยู่ภายใต้การคุมทัพของ กุส ฮิดดิงค์ กุนซือชาวดัตช์ และไปได้ไกลถึงรอบรองชนะเลิศเลยด้วย ก่อนจะจบด้วยการคว้าอันดับ 4 ท่ามกลางข้อครหาที่ว่าเล่นไม่ซื่อ เพราะถูกกล่าวหามีกรรมการช่วยตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เอาชนะ อิตาลี ได้แบบช็อกโลก และสามารถเขี่ย สเปน ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อีกต่างหาก แต่สุดท้ายต้องปราชัยให้กับ ตุรกี ในเกมนัดชิงอันดับ 3 นั่นเอง

ตอนนี้ ญี่ปุ่น อยู่ภายใต้การคุมทัพของกุนซือในประเทศ นั่นก็คือ ฮาจิเมะ โมริยาสุ ซึ่งเคยผ่านงานคุมทีมชาติชุดเยาวชนรุ่นไม่อายุไม่เกิน 23 ปีมาก่อน จึงมีความคุ้นเคยกับพวกนักเตะจากทีมชุดเล็กที่ได้ก้าวเท้าขึ้นมารับใช้ทีมชุดใหญ่เป็นอย่างดี และมี ทาคูมิ มินามิโนะ กองกลาง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เป็นตัวชูโรงอีกด้วย แถมยังมี มายะ โยชิดะ กองหลัง "ลา ซามพ์" ซามพ์โดเรีย สวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมด้วย โดยทั้งสองคนนี้พร้อมนำทีมบ้านเกิดไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลโลก 2022 อย่างแน่นอน หากว่าไม่มีเหตุให้ต้องชวดไปเสียก่อน


ทั้งนี้ทัพลูกหนัง "ซามูไร" เตรียมงานหนักในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ในช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน เพราะถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่ม อี ร่วมสายเดียวกับ 2 ทีมยักษ์ใหญ่จากทวีปยุโรป นั่นก็คือ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี รวมถึง "กระทิงดุ" สเปน ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงอดีตแชมป์โลกทั้งสองทีมเลยด้วย และจะต้องรอเผชิญหน้ากับผู้ชนะจากรอบเพลย์ออฟคู่ระหว่าง คอสตาริกา จากโซนคอนคาเคฟ กับ นิวซีแลนด์ จากโซนโอเชียเนียอีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ ญี่ปุ่น เพราะเคยคิดจะผ่านรอบแรกก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็นอยู่แล้ว


แต่ว่าโลกของ "ฟุตบอล" สามารถดลบันดาลทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้เสมอ ทำให้ ญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าเพื่อลุ้นไปให้ไกลกว่าเดิมในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก นั่นก็คือการผ่านรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปให้ได้เสียที แม้จะอยู่ในกลุ่มที่ค่อนข้างหินเลยทีเดียว แต่ว่าพร้อมสู้เพื่อศักดิ์ศรีของชาติลูกหนังระดับหัวแถวจากทวีปเอเชียในศึกฟุตบอลโลก 2022 อย่างแน่นอน เพื่อพิสูจน์ให้โลกได้เห็นว่าทัพลูกหนัง "ซามูไร" ก็มีดีอยู่เหมือนกัน


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2022

ดู 67 ครั้ง