หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"ช้างศึก" ใกล้เคียงกับรอบสุดท้ายบอลโลกมากน้อยเพียงใด?

เป็นอีกหนึ่งชาติลูกหนังบนโลกใบนี้ที่หวังจะได้ไปโบกสบัดธงในเกมรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกมานานแล้ว แต่ว่า "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ยังไม่เคยสานฝันดังกล่าวให้เป็นความจริงได้เสียที เพราะจอดป้ายเพียงแค่รอบคัดเลือกทั้งหมดเลยนั่นเอง


"ช้างศึก" ใกล้เคียงกับรอบสุดท้ายบอลโลกมากน้อยเพียงใด?
"ช้างศึก" ใกล้เคียงกับรอบสุดท้ายบอลโลกมากน้อยเพียงใด?

ตอนนี้ทัพลูกหนัง "ช้างศึก" ยังคงรั้งบัลลังก์ "เบอร์หนึ่ง" ในย่านอาเซียนจากการคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่เรียกกันตามชื่อของผู้สนับสนุนการแข่งขันว่า เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ นั่นเอง แต่ว่า ทีมชาติไทย ยังคงเป็นเพียงแค่ลูกไล่ในระดับทวีปเอเชียเท่านั้น แม้จะได้ลงเล่นรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกมาโดยตลอด นับตั้งแต่เป็นชาติสมาชิกของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า เมื่อปี 1925 และได้เริ่มลงเตะรอบคัดเลือกของโซนเอเชียหนแรกเพื่อหวังจะได้ไปโชว์ฝีเท้าในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 1974 ที่ประเทศเยอรมนีเป็นเจ้าภาพ หลังจากนั้นก็ยังไม่ได้เคยทำได้สำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งกินเวลามานานถึง 13 ครั้งแล้วด้วย โดยนับจนถึงการลงเตะรอบคัดเลือกของศึกฟุตบอลโลก 2022 เพื่อลุ้นคว้าสิทธิ์ไปโชว์ฝีเท้าในรอบสุดท้ายที่ประเทศกาตาร์เป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปีนี้แล้วด้วย


แต่ว่ามีอยู่ 2 ครั้งที่เรียกว่า ทีมชาติไทย ใกล้เคียงกับการผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายมากที่สุด เพราะสามารถผ่านเข้าผ่านเข้าถึงรอบคัดเลือกในรอบลึกๆ ซึ่งเหลืออีกเพียงแค่ก้าวเดียวก็จะได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายอยู่แล้ว แต่ด้วยศักยภาพของทีมที่เป็นรองพวกชาติยักษ์ใหญ่ๆ ในระดับทวีปเดียวกัน ทำให้ทัพลูกหนัง "ช้างศึก" ต้องฝันค้างจากการจอดป้ายในรอบลึกๆ ดังกล่าวทั้งหมดเลย เริ่มต้นจากเกมรอบคัดเลือกในศึกฟุตบอลโลก 2002 เพื่อลุ้นคว้าตั๋วไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ซึ่งสามารถผ่านเข้าถึงรอบคัดเลือก รอบ 2 หรือรอบ 10 ทีมสุดท้ายของโซนเอเชียแล้วด้วย เช่นเดียวกับเกมรอบคัดเลือกในศึกฟุตบอลโลก 2018 เพื่อลุ้นคว้าตั๋วไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ โดยสามารถผ่านเข้าถึงรอบคัดเลือก รอบ 3 หรือรอบ 12 ทีมสุดท้ายของโซนเอเชียได้สำเร็จ ก่อนจะหยุดเส้นทางเอาไว้เพียงเท่านั้น


เนื่องจากทัพลูกหนัง "ช้างศึก" ไม่สามารถผ่านด่านนี้ไปได้ทั้ง 2 ครั้งเลยนั่นเอง ลองไปย้อนหลังดูโอกาสที่ใกล้เคียงกับการผ่านเข้าไปรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกจากทั้ง 2 ครั้งดังกล่าวกันเสียหน่อยดีกว่า


ผลผลิตจากชุด "ดรีมทีม" จนสุกงอม

ในช่วงทศวรรษ 90 ประเทศไทย ยังไม่มีฟุตบอลลีกอาชีพอย่างเป็นทางการ ทำให้ "บิ๊กหอย" ธวัชชัย สัจจกุล ผู้จัดการทีมชาติไทยในยุคนั้นต้องเสาะแสวงหานักฟุตบอลฝีเท้าดีมาได้หนึ่งชุด และให้เข้าแคมป์ฝึกซ้อมเพื่อลงเล่นในนามทีมชาติกันแบบเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย โดยมีชื่อเรียกว่า "ดรีมทีม" เพื่อเป้าหมายหลักคือการผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกให้ได้สักครั้ง ซึ่งประกอบไปด้วยพวกนักเตะชื่อดังในยุคนั้นหลายคนเลย ไม่ว่าจะเป็น โชคทวี พรหมรัตน์, ดุสิต เฉลิมแสน, ตะวัน ศรีปาน, สุรชัย จตุรภัทรพงษ์ รวมถึง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เป็นต้น และมีการลงทุนจ้างโค้ชต่างชาติ นั่นก็คือ ปีเตอร์ วิธ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษที่เคยเป็นผู้ยิงประตูชัยให้ แอสตัน วิลล่า ยึดบัลลังก์ "เจ้าสโมสรยุโรป" ในฐานะแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ จากการเฉือนชนะ บาเยิร์น มิวนิค ในนัดชิงเมื่อปี 1982 ด้วยสกอร์ 1-0 ให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นกุนซือในช่วงปี 1998


ตอนนั้น ทีมชาติไทย ในยุค "ดรีมทีม" ทำผลงานได้ดีแบบต่อเนื่อง และสามารถคว้าอันดับ 4 จากการแข่งขันฟุตบอลชายในกีฬาเอเชี่ยน คัพ 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพได้ด้วย จึงต่อยอดไปสู่การลงเตะรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2002 โดยในรอบคัดเลือก รอบแรก โซนเอเชีย ถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่ม 5 ร่วมสายเดียวกับ เลบานอน, ศรีลังกา และ ปากีสถาน ปรากฎว่า ทัพลูกหนัง "ช้างศึก" เข้าป้ายแชมป์กลุ่มด้วยสถิติไร้พ่าย โดยเก็บชัยชนะได้ถึง 5 เกม และลงเอยด้วยผลเสมออีกหนึ่งนัด จึงได้ตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบคัดเลือก รอบ 2 หรือรอบ 10 ทีมสุดท้ายไปเลย แต่ว่าต้องเผชิญหน้ากับทีมระดับหัวแถวของทวีปทั้งนั้น โดยถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่ม เอ ร่วมสายเดียวกับ 4 ชาติลูกหนังจากดินแดนตะวันออกกลางทั้งหมดเลย


ไม่ว่าจะเป็น ซาอุดิอาระเบีย, อิหร่าน, บาห์เรน รวมถึง อิรัก และถ้าหากสามารถยึดอันดับ 1 หรืออันดับ 2 ของกลุ่มจะได้ลุ้นผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกันด้วย ปรากฎว่า ทีมชาติไทย ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของ 4 ชาติยักษ์ใหญ่จากดินแดนอาหรับเอาไว้ได้ เพราะไม่พบกับชัยชนะแม้แต่นัดเดียว โดยลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ถึง 4 เกม และเสมออีก 4 นัด จึงจบด้วยตำแหน่งบ๊วยอันดับ 5 มีเพียงแค่ 4 คะแนนจากการลงเตะครบทั้ง 8 นัด แม้จะยิงได้ 5 ประตู แต่ว่าเสียไปมากถึง 15 ลูกเลยทีเดียว ทำให้ทัพลูกหนัง "ช้างศึก" หมดสิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2002 และเป็นยุคสิ้นสุดของชุด "ดรีมทีม" ที่อยู่ในช่วงสุกงอมจนเข้าสู่ยุคผลัดใบในเวลาต่อมา


ยุคกุนซือ "ซิโก้" กู้วิกฤติศรัทธา

นับตั้งแต่หมดยุคของชุด "ดรีมทีม" หลังจากนั้นทัพลูกหนัง "ช้างศึก" ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องของวิกฤติศรัทธาแบบต่อเนื่องเลย แม้จะใช้บริการของโค้ชต่างชาติแบบต่อเนื่อง แต่กลับทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจเสียเท่าไรนัก จึงต้องหันกลับมาใช้บริการของโค้ชชาวไทย โดยแต่งตั้ง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตกองหน้าทีมชาติไทยจากชุดดรีมทีมให้เข้ามาสวมบทเป็นกุนซือในปี 2014 และได้ปลุกปั้นนักเตะสายเลือดใหม่จากระดับเยาวชนให้ก้าวเท้าขึ้นมารับใช้ทีมชาติชุดใหญ่หลายคนเลยด้วย ไม่ว่าจะเป็น ธีราทร บุญมาทัน, สารัช อยู่เย็น, ธีรศิลป์ แดงดา รวมถึง "เมสซี่เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ ซึ่งยังคงเป็นขุมกำลังสำคัญของทีมยุคปัจจุบันด้วย


ปรากฎว่า "ซิโก้" สามารถกู้วิกฤติศรัทธาได้สำเร็จ เพราะสามารถพาทีมกลับมายึดบัลลังก์เจ้าลูกหนังอาเซียนจากการคว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ ได้ถึง 2 สมัยซ้อนในปี 2014 และ 2016 พร้อมกับต่อยอดไปสู่การลงเตะรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 โดยเริ่มต้นลงเล่นในรอบคัดเลือก รอบ 2 โซนเอเชีย ถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่ม เอฟ ร่วมสายเดียวกับ อิรัก, เวียดนาม และ ไต้หวัน ทำให้ทัพลูกหนัง "ช้างศึก" ได้เข้าป้ายแชมป์กลุ่มด้วยสถิติไร้พ่าย โดยเก็บชัยชนะได้ถึง 4 เกม และลงเอยด้วยผลเสมออีก 2 นัด จึงได้ตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบคัดเลือก รอบ 3 หรือรอบ 12 ทีมสุดท้ายไปเลย แต่ว่าต้องเผชิญหน้ากับทีมระดับหัวแถวของทวีปทั้งนั้น โดยถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่ม บี ร่วมสายเดียวกับ ญี่ปุ่น, ซาอุดิอาระเบีย, ออสเตรเลีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึง อิรัก และถ้าหากสามารถยึดอันดับ 1-3 ของกลุ่มจะได้ลุ้นผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศรัสเซียกันต่อไป


ทว่า ทีมชาติไทย ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของทั้ง 5 ชาติคู่แข่งร่วมกลุ่มเดียวกันเอาไว้ได้ เพราะไม่พบกับชัยชนะแม้แต่นัดเดียว โดยลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ถึง 8 เกม และเสมออีก 2 นัด จึงจบด้วยตำแหน่งบ๊วยอันดับ 2 มีเพียงแค่ 2 คะแนนจากการลงเตะครบทั้ง 10 นัด แม้จะยิงได้ 6 ประตู แต่ว่าเสียไปมากถึง 24 ลูกเลยทีเดียว ทำให้ทัพลูกหนัง "ช้างศึก" หมดสิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ไปโดยปริยาย


นี่คือโอกาสที่ใกล้เคียงกับการผ่านเข้าไปรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกจากทั้ง 2 ครั้งดังกล่าว และทำให้ ทีมชาติไทย ยังคงต้องรอวันสานฝันเพื่อจะได้ไปโชว์ฝีเท้าในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกกันต่อไป แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องผ่านรอบคัดเลือกของทวีปเอเชียไปให้ได้เสียก่อน


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2022

ดู 181 ครั้ง