หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"ฮอลแลนด์" อัศวินไร้บัลลังก์ได้แค่รองแชมป์โลก

อัปเดตเมื่อ 18 พ.ค.

ยังคงเป็นหนึ่งในทีมลูกหนังระดับชั้นนำของโลกมาตั้งแต่เมื่อครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน แม้จะได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลโลกอยู่บ่อยๆ เลยด้วย แต่ว่าทัพลูกหนัง "อัศวินสีส้ม" ฮอลแลนด์ หรือที่มีชื่อประเทศอย่างเป็นทางการว่า เนเธอร์แลนด์ กลับต้องไร้บัลลังก์ เพราะว่าไร้วาสนาจากการที่ไม่เคยได้สัมผัสแชมป์โลกแม้แต่ครั้งเดียว และทำได้ดีที่สุดเพียงแค่สวมบท "พระรอง" ในฐานะผู้อกหักจากนัดชิง จึงได้เพียงแค่รองแชมป์โลกเป็นรางวัลปลอบใจมาแล้วถึง 3 ครั้งเลยด้วย


"ฮอลแลนด์" อัศวินไร้บัลลังก์ได้แค่รองแชมป์โลก
"ฮอลแลนด์" อัศวินไร้บัลลังก์ได้แค่รองแชมป์โลก

ทั้งนี้ ฮอลแลนด์ ได้ผ่านรอบคัดเลือกไปโชว์ฝีเท้ารอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกมาแล้วถึง 11 ครั้งจากการจัดแข่งขันมาแล้วทั้งหมด 22 ครั้ง ซึ่งรวมถึงในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ในช่วงปลายปีนี้ด้วย โดยทัพลูกหนัง "อัศวินสีส้ม" ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่อุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีแบบไม่เคยขาดสายเลย เพราะว่ารากฐานที่แข็งแกร่งจากทีมฟุตบอลในระดับสโมสร โดยเฉพาะ อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นเหมือนกับโรงเรียนที่สามารถปลุกปั้นเด็กระดับเยาวชนให้ก้าวเท้าขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลระดับโลกได้แบบต่อเนื่องเลย และมีการถ่ายทอดปรัชญาการเล่นแบบ "โททั่ลฟุตบอล" ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาแบบยาวนานแล้วด้วย โดยผู้เล่นในสนามทุกคนจะสามารถวิ่งไปทดแทนตำแหน่งของเพื่อนร่วมทีมได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เกมรับ หรือในยามที่เปลี่ยนไปเล่นเกมรุกได้ด้วยเช่นกัน


ย้อนหลังกลับไปในช่วงทศวรรษ 70 ฮอลแลนด์ ได้เริ่มก้าวเท้าขึ้นมาเป็นทีมระดับหัวแถวของโลก โดยตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของ ไรนุส มิเชลล์ ตำนานกุนซือผู้ล่วงลับไปแล้ว และอุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีที่มาจาก 3 ทีมยักษ์ใหญ่ในประเทศ ไล่ตั้งแต่ อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม, พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น รวมถึง เฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม จึงมีความแข็งแกร่งในทุกตำแหน่งเลยด้วย ไล่ตั้งแต่แนวรับที่มี รุด โครล ยอดกองหลังในยุคนั้นเป็นแกนหลัก ขณะที่แดนกลางมี โยฮัน นีสเค่นส์ เป็นตัวปั้นเกมระดับชั้นยอด ซึ่งประสานงานกับ วิม แยนเซ่น ตำนานมิดฟิลด์ตัวรับผู้ล่วงลับได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ส่วนแนวรุกมี โยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานกองหน้าผู้ล่วงลับเป็นตัวชูโรง แถมยังเป็นเจ้าของสมญานามแบบไทยๆ ว่า "นักเตะเทวดา" อีกต่างหาก


สำหรับทัพลูกหนัง "อัศวินสีส้ม" ชุดดังกล่าวได้เริ่มอวดฝีเท้าสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกในศึกฟุตบอลโลก 1974 ที่ประเทศเยอรมันตะวันตกในสมัยนั้นเป็นเจ้าภาพ โดยสามารถทะลุผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปแบบไร้พ่าย เพราะไม่พบกับความพ่ายแพ้ตั้งแต่เกมประเดิมสนามในรอบแรกจนถึงนัดสุดท้ายของรอบ 2 โดยในสมัยนั้นแข่งขันกันในรูปแบบของรอบแบ่งกลุ่มถึง 2 รอบเลยนั่นเอง ทำให้ ฮอลแลนด์ ได้ผ่านเข้าสู่นัดชิงไปพบกับทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" ในฐานะเจ้าภาพ ซึ่งอุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีในยุคนั้นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะ 3 แกนหลักของ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค นั่นก็คือ เซปป์ ไมเออร์ ตำนานผู้รักษาประตูจอมหนึบ, ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ตำนานกองหลังที่เป็นเจ้าของสมญานาม "แดร์ ไกเซอร์" หรือที่แปลเป็นไทยว่า "จักรพรรดิลูกหนัง" และปิดท้ายด้วย แกร์ด มุลเลอร์ ตำนานกองหน้าผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นเจ้าของสมญานามว่า "แดร์ บอมเบอร์" หรือที่เรียกกันแบบไทยๆ ว่า "ไอ้ลูกระเบิด" นั่นเอง


แม้ว่า ฮอลแลนด์ จะได้ประตูขึ้นนำไปก่อนตั้งแต่ช่วงไก่โห่จากลูกจุดโททษของ โยฮัน นีสเค่นส์ แต่ว่า เยอรมันตะวันตก ในฐานะเจ้าถิ่นสามารถยิงแซง 2 ประตูรวดตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกจากลูกจุดโทษของ พอล ไบรท์เนอร์ และ แกร์ด มุลเลอร์ นั่นเอง ทำให้ทัพลูกหนัง "อัศวินสีส้ม" เป็นฝ่ายอกหักในช่วงหลังจบเกมนัดชิง เพราะเป็นฝ่ายแพ้ด้วยสกอร์ 1-2 และได้สัมผัสตำแหน่งรองแชมป์โลกเป็นครั้งแรกไปเลยด้วย หลังจากนั้นทีมชุดนี้ได้ต่อยอดไปสู่การลงสนามฟาดแข้งในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 1978 ที่ประเทศอาร์เจนติน่ากันต่อเลย แต่ว่ามีการเปลี่ยนตัวคนคุมทัพมาเป็น แอร์สท ฮัปเปิ้ล ตำนานกุนซือชาวออสเตรียผู้ล่วงลับไปแล้ว และไร้เงาของ โยฮัน ครัฟฟ์ ซึ่งไม่ได้เดินทางไปโชว์ฝีเท้าด้วยเหตุผลในเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง เพราะไม่อยากเดินทางไปเยือนดินแดนฟ้าขาว ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของ ฮวน เปรอน ผู้นำเผด็จการในสมัยก่อน


แน่นอนว่าการขาดหายไปของ "นักเตะเทวดา" ได้ส่งผลกระทบต่อทัพลูกหนัง "อัศวินสีส้ม" อยู่พอสมควร แต่ว่ายังอุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีหลายคน จึงสามารถตบเท้าผ่านเข้าถึงนัดชิงฟุตบอลโลก 1978 ได้เป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน โดยคราวนี้ต้องเผชิญหน้ากับชาติเจ้าภาพอีกครั้ง นั่นก็คือ อาร์เจนติน่า ซึ่งอยู่ภายใต้การคุมทัพของ เซซาร์ หลุยส์ เมน็อตติ กุนซือระดับตำนานแห่งยุคนั้นด้วยเช่นกัน และมี มาริโอ เคมเปส อีกหนึ่งตำนานกองหน้าระดับโลกเป็นตัวชูโรงด้วย ทำให้ ฮอลแลนด์ ต้องเป็นฝ่ายผิดหวังในนัดชิงเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน เพราะพลาดท่าแพ้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-3 หลังเสมอกันในช่วง 90 นาที 1-1 จึงต้องจำใจสวมบท "พระรอง" ในฐานะรองแชมป์โลกเป็นรางวัลปลอบใจอีกครั้งไปด้วยเลย


หลังจากนั้นทัพลูกหนัง "อัศวินสีส้ม" ได้เข้าสู่ช่วงยุคเปลี่ยนถ่ายนักเตะสายเลือดใหม่จนถึงช่วงทศวรรษ 80 และได้ ไรนุส มิเชลล์ กลับมาทำหน้าที่เป็นกุนซืออีกครั้ง โดยสามารถพาทีมประสบความสำเร็จในเกมระดับชาติได้เป็นครั้งแรก และครั้งเดียวจนถึงปัจจุบัน เพราะได้ผงาดครองความเป็นเจ้าลูกหนังของทวีปยุโรปจากการคว้าแชมป์ยูโร 1988 ที่ประเทศเยอรมันตะวันตกเป็นเจ้าภาพได้สำเร็จ ซึ่งอยู่ภายใต้การนำทัพของ 3 นักเตะชื่อก้องโลกแห่งยุคนั้นภายใต้ชื่อว่า "3 ทหารเสือ" ประกอบไปด้วย แฟรงค์ ไรจ์การ์ด, รุด กุลลิท เจ้าของสมญานามแบบไทยๆ ว่า "งูเก็งก็อง" หรือ "ทิวลิปดำ" ตามรูปลักษณ์ทีเป็นคนผิวสีพร้อมไว้ทรงผมแบบขัดใจแม่อีกด้วย และปิดท้ายด้วย มาร์โก แวน บาสเท่น เจ้าของสมญานามแบบไทยๆ ว่า "ศูนย์หน้าพรายกระซิบ" นั่นเอง


ทว่าทัพลูกหนัง "อัศวินสีส้ม" ชุดแชมป์ยูโร 1988 กลับไม่ประสบความสำเร็จจากการต่อยอดไปฟาดแข้งในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก โดยเฉพาะผลงานในศึกฟุตบอลโลก 1990 ที่ประเทศอิตาลี เพราะจอดป้ายเพียงแค่ 16 ทีมสุดท้าย หลังจากนั้น ฮอลแลนด์ ต้องรอคอยจนถึงรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ถึงจะได้ตบเท้าผ่านเข้าถึงนัดชิงอีกครั้งเป็นรอบที่ 3 ซึ่งอยู่ภาพใต้การคุมทัพของกุนซือ เบิร์ก ฟาน มาร์ไวจ์ นั่นเอง และนำทัพโดยพวกดาวเตะชื่อก้องโลกหลายคนเลย ไม่ว่าจะเป็น อาร์เยน ร็อบเบน, เวสลีย์ สไนจ์เดอร์, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท รวมถึง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เป็นต้น โดยสามารถเก็บชัยได้ตั้งแต่เกมประเดิมสนามรอบแรกจนถึงรอบรองชนะเลิศได้ทั้งหมดเลยด้วย


แต่ว่า ฮอลแลนด์ ในยุคของกุนซือ เบิร์ก ฟาน มาร์ไวจ์ กลับต้องอกหักจากการปราชัยในนัดชิงอีกครั้ง เพราะพลาดท่าแพ้ให้กับทัพลูกหนัง "กระทิงดุ" สเปน ในช่วงต่อเวลาพิเศษด้วยสกอร์ 0-1 นั่นเอง จึงต้องจำใจสวมบท "พระรอง" ในฐานะรองแชมป์โลกเป็นรางวัลปลอบใจเป็นครั้งที่ 3 ไปเลย ส่วนในยุคปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุมทัพของ หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือจอมเก๋าที่ได้หวนกลับมารับงานคุมทีมเป็นรอบที่ 3 และเคยพาทีมคว้าอันดับ 3 จากศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพมาแล้วด้วย สำหรับทีมในยุคสมัยนี้มีตัวชูโรงหลายคนเลย นำทัพโดย เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม และ เมมฟิส เดปาย เป็นต้น


จึงได้แต่หวังว่าทัพลูกหนัง "อัศวินสีส้ม" ในยุคปัจจุบันจะไปได้ดีในศึกฟุตบอลโลก 2022 เพื่อจะได้ลุ้นไปให้ถึงรอบชิงชนะเลิศ และจะได้ลบล้างภาพของการเป็น "พระรอง" ในฐานะผู้อกหักจากนัดชิงมาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยมีตำแหน่งแชมป์โลกที่ยังไม่เคยได้สัมผัสเสียทีเป็นเดิมพันอยู่ด้วยนั่นเอง


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2022

ดู 18 ครั้ง