หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"อินทรีเหล็ก" ยึดบัลลังก์เจ้าพ่อนัดชิงบอลโลก

ด้วยดีกรีที่เป็นถึงอดีตแชมป์โลก 4 สมัย ทำให้ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี ยังคงเป็นหนึ่งในชาติลูกหนังระดับหัวแถวของโลกในฐานะทีมเต็งแชมป์มาโดยตลอดเลย ไม่ว่าจะเป็นในยุคสมัยก่อนภายใต้ชื่อประเทศว่า เยอรมันตะวันตก หรือที่แฟนบอลในบ้านเราจะเรียกว่า เยอรมัน นั่นเอง


"อินทรีเหล็ก" ยึดบัลลังก์เจ้าพ่อนัดชิงบอลโลก
"อินทรีเหล็ก" ยึดบัลลังก์เจ้าพ่อนัดชิงบอลโลก

หากจะว่าไปแล้ว "อินทรีเหล็ก" เป็นชาติลูกหนังที่สามารถผ่านเข้าถึงรอบลึกๆ ในเกมรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกได้แบบสม่ำเสมอ และยังคงยึดบัลลังก์ "เจ้าพ่อนัดชิง" จากการเป็นเจ้าของสถิติผ่านเข้าไปเล่นรอบชิงชนะเลิศได้มากที่สุดถึง 8 ครั้งตามผลงานที่ได้ถูกจารึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ดังต่อไปนี้เลย


เริ่มจากครั้งแรกในศึกฟุตบอลโลก 1954 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยตอนนั้นทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" อยู่ภายใต้การคุมทัพของ เซปป์ แฮร์เบอร์เกอร์ ตำนานกุนซือผู้ล่วงลับไปนานแล้ว และมี ฟริตซ์ วอลเตอร์ ตำนานกองหน้าผู้ล่วงลับเป็นตัวชูโรงด้วยเช่นกัน สำหรับเกมนัดชิงต้องเผชิญหน้ากับ "แม็กย่าร์" ฮังการี ซึ่งเป็นหนึ่งในยอดทีมฟุตบอลแห่งยุคนั้นเลย แม้จะพลาดท่าโดนยิงนำไปก่อนในช่วงไม่ถึง 10 นาทีแรกถึง 2 ประตู แต่ว่าหลังจากนั้น เยอรมนี มีลูกฮึดจนสามารถตีเสมอได้ทั้ง 2 เม็ดในช่วงก่อนจบครั้งแรก และมาได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกมด้วยสกอร์ 3-2 จึงเป็นฝ่ายสมหวังจากการเข้าชิงเป็นครั้งแรกพร้อมกับผงาดคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยแรกไปครองได้สำเร็จ


"อินทรีเหล็ก" ยึดบัลลังก์เจ้าพ่อนัดชิงบอลโลก
"อินทรีเหล็ก" ยึดบัลลังก์เจ้าพ่อนัดชิงบอลโลก

ส่วนครั้งที่ 2 ในศึกฟุตบอลโลก 1966 ที่ประเทศอังกฤษ โดยตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของ เฮลมุต เชิน ตำนานกุนซือผู้ล่วงลับไปนานแล้ว และมี อูเว่ ซีเลอร์ ตำนานกองหน้าสวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมในฐานะตัวชูโรงด้วย สำหรับเกมนัดชิงต้องเผชิญหน้ากับ "สิงโตคำราม" อังกฤษ ชาติเจ้าภาพนั่นเอง แม้จะเป็นฝ่ายออกนำไปก่อน แต่ว่าลงเอยด้วยผลเสมอ 2-2 ในช่วงหลังจบ 90 นาที หลังจากนั้นเจ้าบ้านยิงเพิ่มได้อีก 2 ประตู พร้อมกับการซัดแฮตทริกของ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ เหมาคนเดียวถึง 3 ประตู และจบด้วยสกอร์ 2-4 ทำให้ทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" ต้องพบกับความผิดหวังจากการเข้าป้ายรองแชมป์เท่านั้น และปล่อยให้ทีมลูกหนังเมืองผู้ดีได้ครองแชมป์โลกเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวจนถึงปัจจุบันไปเลย


ครั้งที่ 3 ในศึกฟุตบอลโลก 1974 บนแผ่นดินของตัวเองที่ได้สวมบทเป็นเจ้าภาพ โดยตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของกุนซือ เฮลมุต เชิน และมี 3 ตัวชูโรงจาก "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ในยุคนั้น ได้แก่ เซปป์ ไมเออร์, ฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ และ "ไอ้ลูกระเบิด" เกิร์ด มุลเลอร์ สำหรับเกมนัดชิงต้องเผชิญหน้ากับ "อัศวินสีส้ม" ฮอลแลนด์ ซึ่งนำทัพโดย "นักเตะเทวดา" โยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานแข้งดังผู้ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง แม้จะโดนยิงนำไปก่อนตั้งแต่ช่วงไก่โห่ แต่สามารถยิงแซงจนเป็นฝ่ายคว้าชัยด้วยสกอร์ 2-1 จึงได้ผงาดคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 2 ไปเลยด้วย


"อินทรีเหล็ก" ยึดบัลลังก์เจ้าพ่อนัดชิงบอลโลก
"อินทรีเหล็ก" ยึดบัลลังก์เจ้าพ่อนัดชิงบอลโลก

ครั้งที่ 4 ในศึกฟุตบอลโลก 1982 ที่ประเทศสเปน โดยตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของ จุปป์ แดร์วัลล์ ตำนานกุนซือผู้ล่วงลับไปแล้ว และมี "ไอ้หนูแก้มแดง" คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ เป็นตัวชูโรง สำหรับเกมนัดชิงต้องเผชิญหน้ากับ "อัซซูรี่" อิตาลี ซึ่งนำทัพโดย เปาโล รอสซี่ ตำนานกองหน้าผู้ล่วงลับไปแล้วในฐานะดาวซัลโวในครั้งนั้นด้วยจำนวน 6 ประตู และเป็นฝ่ายตามหลังไปก่อนถึง 3 ประตูเลยด้วย แม้จะสามารถยิงไข่แตกได้ในช่วงท้ายเกม แต่สุดท้ายไล่ตามไม่ทันอยู่ดี จึงเป็นฝ่ายแพ้ด้วยสกอร์ 1-3 พร้อมกับสวมบทเป็น "พระรอง" ในฐานะรองแชมป์เป็นครั้งที่ 2 ด้วยเช่นกัน


ครั้งที่ 5 ในศึกฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก โดยตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของ ฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ ตำนานกัปตันทีมชุดแชมป์โลกปี 1974 ที่ได้ผันตัวเองมาสวมบทเป็นกุนซือ และมี คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ กับ โลธาร์ มัทเธอุส เป็นตัวชูโรง สำหรับเกมนัดชิงต้องเผชิญหน้ากับ "ฟ้าขาว" อาร์เจนติน่า ซึ่งนำทัพโดย "เสือเตี้ย" ดิเอโก้ มาราโดน่า ตำนานจอมทัพที่เสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง แม้จะโดนยิงนำไปก่อนถึง 2 ประตู และสามารถฮึดสู้จนสามารถไล่ตีเสมอได้ แต่สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายแพ้ด้วยสกอร์ 2-3 จึงต้องสวมบทเป็น "พระรอง" ในฐานะรองแชมป์เป็นครั้งที่ 3 และเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันอีกต่างหาก


ครั้งที่ 6 ในศึกฟุตบอลโลก 1990 ที่ประเทศอิตาลี โดยตอนนั้นยังคงอยู่ภายใต้การคุมทัพของกุนซือ ฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ และมี โลธาร์ มัทเธอุส กับ เจอร์เกน คลิ้นส์มันน์ เป็นตัวชูโรง สำหรับเกมนัดชิงต้องเผชิญหน้ากับ "ฟ้าขาว" อาร์เจนติน่า ซึ่งยังคงนำทัพโดย ดิเอโก้ มาราโดน่า ด้วยเช่นกัน ก่อนจะมาได้ประตูชัยจากลูกจุดโทษในช่วงท้ายเกม และเป็น อันเดรียส เบห์เม่ รับหน้าที่สังหารเข้าไปตุงตาข่าย จึงเป็นฝ่ายเฉือนชนะด้วยสกอร์ 1-0 พร้อมกับทะยานเข้าป้ายแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 3 ได้ด้วย


"อินทรีเหล็ก" ยึดบัลลังก์เจ้าพ่อนัดชิงบอลโลก
"อินทรีเหล็ก" ยึดบัลลังก์เจ้าพ่อนัดชิงบอลโลก

ครั้งที่ 7 ในศึกฟุตบอลโลก 2002 บนดินแดนเอเชียจากการจับมือร่วมกันเป็นเจ้าภาพของ 2 ประเทศ นั่นก็คือ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น โดยตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของ รูดี้ โฟลเลอร์ อดีตกองหน้าชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1990 ที่ได้ผันตัวเองมาสวมบทเป็นกุนซือ และมี โอลิเวอร์ คาห์น กับ มิชาเอล บัลลัค เป็นตัวชูโรง สำหรับเกมนัดชิงต้องเผชิญหน้ากับ "แซมบ้า" บราซิล ซึ่งนำทัพโดย "โล้นทองคำ" โรนัลโด้ อีกหนึ่งตำนานกองหน้าแห่งวงการลูกหนังโลก จึงไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งเอาไว้ได้ และเป็นฝ่ายแพ้ด้วยสกอร์ 0-2 พร้อมกับสวมบทเป็น "พระรอง" ในฐานะรองแชมป์เป็นครั้งที่ 4 อีกสักรอบ


ปิดท้ายด้วยครั้งที่ 8 ในศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล โดยตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของกุนซือ โยอาคิม เลิฟ และนำทัพโดย โธมัส มุลเลอร์, เมซุต โอซิล รวมถึง มิโรสลาฟ โคลเซ่ ซึ่งยังคงเป็นเจ้าของสถิตินักเตะที่ยิงประตูในเกมรอบสุดท้ายได้มากที่สุดถึง 16 ประตูนั่นเอง สำหรับเกมนัดชิงต้องเผชิญหน้ากับ อาร์เจนติน่า ซึ่งนำทัพโดย ลิโอเนล เมสซี่ ตำนานนักเตะของโลกลูกหนังจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าในช่วงเวลาปกติ 90 นาทีจะลงเอยด้วยผลเสมอ 0-0 จึงต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที และเกมทำท่าว่าอาจจะต้องดวลจุดโทษตัดสินกันอยู่แล้ว แต่ มาริโอ เกิตเซ่ ได้สวมบทเป็น "ฮีโร่" จากการยิงประตูชัยได้สำเร็จ ทำให้ทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" เป็นฝ่ายเฉือนชนะในช่วงหลังจบ 120 นาทีด้วยสกอร์ 1-0 พร้อมกับเถลิงบัลลังก์แชมป์โลกเป็นสมัยที่ 4 ไปเลย


"อินทรีเหล็ก" ยึดบัลลังก์เจ้าพ่อนัดชิงบอลโลก
"อินทรีเหล็ก" ยึดบัลลังก์เจ้าพ่อนัดชิงบอลโลก

เท่ากับว่า เยอรมนี มีสถิติผ่านเข้าถึงนัดชิงฟุตบอลโลกได้ทั้งหมด 8 ครั้ง ปรากฎว่าเป็นฝ่ายสมหวังจากการคว้าแชมป์โลกได้ทั้งหมด 4 ครั้งในปี 1954, 1974, 1990, 2014 และต้องพบกับความผิดหวังจากการสวมบทพระรองในฐานะรองแชมป์อีกถึง 4 ครั้งในปี 1966, 1982, 1986, 2002 จึงยังคงเป็นสถิติชาติลูกหนังที่ได้ผ่านเข้าไปเล่นนัดชิงได้มากที่สุดเหนือกว่า "แซมบ้า" บราซิล ซึ่งตามมาเป็นอันดับ 2 จากการลงเล่นนัดชิงทั้งหมด 7 ครั้ง แต่เป็นฝ่ายได้ฉลองจากการคว้าแชมป์ได้มากที่สุดถึง 5 ครั้ง และพบกับความผิดหวังเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ส่วนอันดับ 3 เป็นของ อิตาลี จากการผ่านเข้าถึงนัดชิงทั้งหมด 6 ครั้ง โดยเป็นฝ่ายสมหวังจากการคว้าแชมป์ได้ทั้งหมด 4 ครั้ง และพบกับความปราชัยในนัดชิงอีก 2 ครั้ง


โปรดติดตามลุ้นกันต่อไปว่าทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" ในฐานะหนึ่งในทีมเต็งแชมป์จะไปได้ไกลเพียงใดในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ซึ่งจะฟาดแข้งกันบนทวีปเอเชียช่วงปลายปีนี้ระหว่างวันที่ 21 พ.ย. ถึง 18 ธ.ค.นี้อย่างแน่นอน


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2022


ดู 58 ครั้ง