หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : เรอัล มาดริด VS เชลซี

อัปเดตเมื่อ 12 เม.ย.

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี หลังพิงฝาต้องชนะด้วยสกอร์ห่างกันถึง 3 ประตู จึงจะให้พวกแข้งหลักกลับมาลงสนามเพื่อลุ้นพลิกเข้ารอบจากนัดเยือน "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 เมื่อคืนวันที่ 12 เม.ย.นี้ โดยเจ้าบ้านตุนความได้เปรียบจากนัดแรกที่บุกไปชนะมาได้ก่อนถึง 3-1


ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2

เรอัล มาดริด VS เชลซี

สนาม : เอสตาดิโอ ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว

เวลา : 02.00 น.

ผลนัดแรก : เชลซี แพ้ เรอัล มาดริด 1-3


เรอัล มาดริด

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ลาลีกา สเปน : ชนะ เรอัล มายอร์ก้า 3-0 (เยือน)

ลาลีกา สเปน : แพ้ บาร์เซโลน่า 0-4 (เหย้า)

ลาลีกา สเปน : ชนะ เซลต้า บีโก้ 2-1 (เยือน)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก : ชนะ เชลซี 3-1 (เยือน)

ลาลีกา สเปน : ชนะ เกตาเฟ่ 2-0 (เหย้า)


คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือ "ราชันชุดขาว" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่เปิดบ้านชนะ เกตาเฟ่ 2-0 ในศึกลาลีกา หลังถูกความได้เปรียบมาจากนัดแรกที่บุกไปเก็บชัยมาได้ก่อนด้วยสกอร์ 3-1 จึงมีโอกาสลุ้นผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สูงมาก โดยเกมนี้ขออย่างน้อยเพียงแค่ผลเสมอ หรือแพ้ด้วยสกอร์ห่างกันไม่เกิน 1 ประตู เช่น 0-1 หรือ 1-2 จะได้ผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกทันที จึงพร้อมให้พวกแข้งหลักลงสนามเหมือนเดิม แม้จะต้องปรับเปลี่ยนผู้เล่นในบางตำแหน่ง เพราะนักเตะติดโทษแบนนั่นเอง แต่ไม่น่าจะส่งกระทบต่อการจัดทีมชุใหญ่ลงสนามมากนัก


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

ธีโบต์ กูร์ตัวส์, ดาเนี่ยล คาร์บาฆัล, นาโช แฟร์นันเดซ, ดาวิด อลาบา, ลูคัส บาซเกซ, ลูก้า โมดริช, คาเซมิโร่, โทนี่ โครส, มาร์โก้ อเซนซิโอ, คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์


ผู้รักษาประตู : พร้อมส่ง ธีโบต์ กูร์ตัวส์ ในฐานะมือหนึ่งยืนเฝ้าเสาเหมือนเดิม

แนวรับ : ไม่มี เอแดร์ มิลิเทา ติดโทษแบน จึงพร้อมให้ นาโช แฟร์นันเดซ ลงไปยืนเป็นกองหลังคู่กับ ดาวิด อลาบา ส่วนแบ็กซ้ายไร้เงา แฟร์ลองด์ เมนดี้ ได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่น่าจะให้ มาร์เซโล่ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงด้วยเช่นกัน เพราะน่าจะใช้ ลูคัส บาซเกซ ซึ่งยิงประตูได้ในนัดล่าสุดลงไปยืนเป็นแบ็กซ้ายคนละฝั่งกับ ดาเนี่ยล คาร์บาฆัล ทางด้านขวา

แดนกลาง : เตรียมดร็อป เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ กับ เอดูอาร์โด้ คามาวิงก้า ซึ่งได้รับโอกาสให้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดล่าสุด เพื่อให้ 2 ตัวเกา นั่นก็คือ ลูก้า โมดริช และ โทนี่ โครส ได้กลับมาออกสตาร์ทตั้งแต่นาทีแรกเพื่อคุมเกร่วมกับ คาเซมิโร่ อีกครั้ง

แนวรุก : น่าจะให้ โรดรีโก้ โอเกส กลับไปนั่งเป็นตัวจริง เพื่อเปิดทางให้ มาร์โก้ อเซนซิโอ สวมบทเป็นตัวริมเส้นฝั่งขวา และพร้อมให้ วินิซิอุส จูเนียร์ ยืนอยู่ทางซ้ายเพื่อประสานงานกับ คาริม เบนเซม่า กองหน้าตัวเก่งที่ซัดแฮตทริกจากการเหมาคนเดียว 3 ประตูใส เชลซี ในนัดแรกนั่นเอง


เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : ชนะ ลีลล์ 2-1 (เยือน)

เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ 2-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ เบรนท์ฟอร์ด 1-4 (เหย้า)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก : แพ้ เรอัล มาดริด 1-3 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ เซาแธมป์ตัน 6-0 (เยือน)


โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือ "สิงโตน้ำเงินคราม" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่บุกไปถล่ม เซาแธมป์ตัน 6-0 ในศึกพรีเมียร์ลีก เพื่อลุ้นคว้าชัยพลิกกลับมาเป็นฝ่ายเข้ารอบไปลุ้นป้องกันแชมป์ หลังพลาดท่าแพ้ เรอัล มาดริด ในนัดแรกแบบคาบ้าน 1-3 ทำให้ทีมแชมป์เก่าจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วตกอยู่ในสถานการณ์หลังพิงฝาแบบสุดๆ โดยเกมนี้จะต้องยิงชนะให้มีสกอร์ห่างกันถึง 3 ประตู เช่น 3-0 หรือ 4-1 จึงจะมีสิทธิ์ไปตบเท้าเข้ารอบรองชนะเลิศ แต่ถ้าชนะด้วยสกอร์ห่างกัน 2 ลูก เช่น 2-0 หรือ 3-1 จะต้องเล่นช่วงต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาทีเพื่อตามหาผู้ชนะกันต่อไป จึงพร้อมให้พวกแข้งหลักกลับมาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทั้งหมด เพราะไม่มีนักเตะบาดเจ็บเพิ่มเติมเลยด้วย ยกเว้น เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายที่ยังคงต้องพักยาวกันต่อไป


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 3-4-2-1

เอดูอาร์ เมนดี้, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, ติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, รีซ เจมส์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, มาร์กอส อลอนโซ่, เมสัน เมาท์, ติโม แวร์เนอร์, ไค ฮาเวิร์ตซ


ผู้รักษาประตู : ยังคงเป็นหน้าที่ของ เอดูอาร์ เมนดี้ ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งเหมือนเดิม แม้ว่าเกมแรกจะออกมาตัดบอลจนเสียประตูที่ 3 ก็ตาม

แนวรับ : น่าจะเล่น 3 กองหลังต่อไป โดยจะให้ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ติอาโก้ ซิลวา และ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ยืนเล่นด้วยกันตามเดิม เพราะเป็น 3 ตัวหลักในแนวรับอยู่แล้วด้วย

แดนกลาง : พร้อมให้ รีซ เจมส์ กลับมาสวมบแบ็กขวาอีกครั้ง เนื่องจาก เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ติดเชื้อโควิด-19 และไม่น่าจะหายทันเพื่อกลับมาลงสนามด้วย ส่วนแบ็กซ้ายยังคงเป็นหน้าที่ของ มาร์กอส อลอนโซ่ ขณะที่คู่กองกลางน่าจะดร็อป มาเตโอ โควาซิช เพื่อให้ จอร์จินโญ่ กลับมายืนคุมเกมร่วมกับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้

แนวรุก : รอเช็กสภาพความฟิตของ คัลลัม ฮัดสัน โอดอย แต่ไม่น่าจะให้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริ เช่นเดียวกับ ฮาคิม ซีเย็ค เพราะน่าจะเลือก ติโม แวร์เนอร์ ลงไปปั้นเกมร่วมกับ เมสัน เมาท์ หลังจัดการซัดเบิ้ลยิงคนละ 2 ประตูในเกมล่าสุดได้ทั้งคู่เลย ส่วนกองหน้ายังคงจับ โรเมลู ลูกากู นั่งเป็นตัวสำรองต่อไป เพราะยังคงไว้ใจ ไค ฮาเวิร์ตซ เป็นตัวเลือกอันดับแรก


สถิติการพบกันเอง

คู่นี้เคยพบกันในเกมระดับสโมสรยุโรปทั้งหมด 6 เกม ปรากฎว่า ทั้งสองทีมมีสถิติสูสี โดยผลัดกันเก็บชัยได้ 3 เกม แพ้ 3 เกม และไม่เคยลงเอยด้วยผลเสมอแม้แต่นัดเดียว ส่วนผลการเจอกันนัดล่าสุดเกิดขึ้นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ก่อน ปรากฎว่า เรอัล มาดริด บุกไปชนะ เชลซี ได้ถึงถิ่น 3-1 ส่วนผลการพบกันที่สนามแห่งนี้ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก เมื่อฤดูกาลก่อน ปรากฎว่า เสมอ 1-1


ทั้งนี้ เชลซี เคยดวลแข้งกับทีมคู่แข่งจากสเปนในเกมระดับสโมสรยุโรปทุกรายการมาแล้วทั้ง 50 เกม ปรากฎว่ามีสถิติดีกว่าอยูพอสมควร โดยชนะ 20 นัด เสมอ 17 นัด และแพ้ 13 นัด ด้าน เรอัล มาดริด เคยเผชิญหน้ากับทีมคู่แข่งจากอังกฤษในเกมระดับสโมสรยุโรปทุกรายการมาแล้วทั้ง 45 นัด โดยเป็นฝ่ายชนะ 18 นัด เสมอ 13 นัด และแพ้ 14 นัด


ความน่าจะเป็น

เชลซี ในฐานะแชมป์เก่าพร้อมจัดเต็มเพื่อเปิดเกมรุกเข้าใส่แน่นอน เพราะต้องยิงประตูเพื่อลุ้นพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายเข้ารอบ จึงอาจจะเข้าทาง เรอัล มาดริด ซึ่งถนัดเล่นเกมสวนทางอยู่แล้วได้เหมือนกัน และยังคงมี คาริม เบนเซม่า กองหน้าตัวเก่งพร้อมยทนล่าตาข่ายอยู่แล้วด้วย หลังยิงไปแล้ว 37 ประตูในฤดูกาลนี้จากการลงเล่นทุกรายการนั่นเอง คาดว่าเกมคู่นี้ "ราชันชุดขาว" น่าจะต้านทาน "สิงโตน้ำเงินคราม" เอาไว้ได้ และมีโอกาสลงเอยด้วยผลเสมอได้ด้วยเช่นกัน


ผลที่คาด : เรอัล มาดริด เสมอ เชลซี 1-1

ดู 46 ครั้ง