หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : แอต.มาดริด VS แมนฯ ซิตี้

"เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ เตรียมปรับแนวรุกนัดบุกไปเยือน "ตราหมี" แอต.มาดริด ในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 คืนวันที่ 13 เม.ย.นี้ โดยขอเพียงแค่จะได้ผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกทันที หลังตุนความได้เปรียบมาจากนัดแรกที่เปิดบ้านเฉือนชนะมาได้ก่อนด้วยสกอร์ 1-0


ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2

แอต.มาดริด VS แมนฯ ซิตี้

สนาม : เอสตาดิโอ วานต๋า เมโทรโปลิตาโน่

เวลา : 02.00 น.


แอต.มาดริด

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-0 (เยือน)

ลาลีกา สเปน : ชนะ ราโย่ บัลเยกาโน่ 1-0 (เยือน)

ลาลีกา สเปน : ชนะ เดปอร์ติโบ อลาเบส 4-1 (เหย้า)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : แพ้ แมนฯ ซิตี้ 0-1 (เหย้า)

ลาลีกา สเปน : แพ้ เรอัล มายอร์ก้า 0-1 (เยือน)


ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือ "ตราหมี" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่บุกไปแพ้ เรอัล มายอร์ก้า 0-1 ในศึกลาลีกา หลังพบกับความปราชัยจากการลงเล่น 2 เกมหลังสุดมาทั้งหมดเลย โดยเกมนี้ต้องชนะด้วยสกอร์ที่ห่างกัน 2 ประตู เช่น 2-0 หรือ 3-1 เพื่อจะได้พลิกกลับมาเป็นฝ่ายเข้ารอบไปเลย หลังจากที่นัดแรกบุกไปแพ้มาเพียงลูกเดียวเท่านั้น แต่ถ้าชนะด้วยสกอร์ที่ห่างกันเพียงหนึ่งลูก เช่น 1-0 หรือ 2-1 จะได้เล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษกันต่อไป จึงพร้อมให้พวกแข้งหลักกลับมาออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เพราะให้แข้งดังบางรายได้พักจากเกมเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั่นเอง


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 3-5-2

แยน โอบลัค, สเตฟาน ซาวิช, เฟลิเป้, ไรนิลโด้, โธมัส เลอมาร์, มาร์กอส ยอเรนเต้, เจฟฟรีย์ ก็องดองเบีย, โกเก้, ยานนิค การ์ราสโก้, หลุยส์ ซัวเรซ, เจา เฟลิกซ์


ผู้รักษาประตู : ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะยังคงเป็นหน้าที่ของ แยน โอบลัค ยืนเฝ้าเสาในฐานะมือหนึ่งต่อไป

แนวรับ : พร้อมให้ เฟลิเป้ กับ สเตฟาน ซาวิช เป็นแกนหลัก ส่วนอีกหนึ่งคนต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ โฆเซ่ ฆิมิเนซ แต่น่าจะให้ ไรนิลโด้ ลงเล่นเป็นตัวจริงมากกว่า

แดนกลาง : น่าจะดร็อป โรดริโก้ เดอ ปอล เพื่อให้ มาร์กอส ยอเรนเต้ ฮุบเข้ามายืนคุมเกมร่วมกับ เจฟฟรีย์ ก็องดองเบีย และ โกเก้ เพราะว่าจะได้ ยานนิค การ์ราสโก้ พ้นโทษแบน 3 นัดกลับมายืนเป้นตัวริมเส้นฝั่งซ้าย และน่าจะให้ โธมัส เลอมาร์ ยืนเป็นตัวริมเส้นทางฝั่งขวาไปเลย

กองหน้า : ยังคงให้ มาเธอุส คุนญ่า รวมถึง อังเคล คอร์เรอา เป็นตัวสำรองไปก่อน เพราะประสบปัญหาฟอร์มตกทั้งคู่เลย แต่ไม่น่าจะให้ อองตวน กรีซมันน์ ลงเล่นเป็นตัวจริงด้วยเช่นกัน โดยน่าจะให้ หลุยส์ ซัวเรซ ยืนล่าตาข่ายคู่กับ เจา เฟลิกซ์ ซึ่งเป็นตัวหลักในแนวรุกอยู่แล้วด้วย


แมนฯ ซิตี้

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ คริสตัล พาเลซ 0-0 (เยือน)

เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ชนะ เซาแธมป์ตัน 4-1 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ เบิร์นลีย์ 2-0 (เยือน)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก : ชนะ แอต.มาดริด 1-0 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ ลิเวอร์พูล 2-2 (เหย้า)


"เป๊ป" โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า กุนซือ "เรือใบสีฟ้า" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่เปิดบ้านเสมอ ลิเวอร์พูล 2-2 ในศึกพรีเมียร์ลีก โดยเกมนี้ขอเพียงแค่ผลเสมอจะได้ผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกทันที เพราะว่านัดแรกเฝ้ารังเฉือนชนะมาได้ก่อนด้วยสกอร์ 1-0 นั่นเอง แต่ถ้าแพ้ด้วยสกอร์ที่ห่างกันเพียงหนึ่งลูก เช่น 0-1 หรือ 1-2 จะต้องเล่นช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาทีกันต่อเลย จึงอาจจะมีการโรเตชั่นผู้เล่นในบางตำแหน่ง แต่ยังคงเป็นพวกแข้งดังที่จะได้สลับกันลงสนามเป็นตัวจริง แม้จะหมดสิทธิ์ใช้งาน รูเบน ดิอาส ในแนวรับ เพราะว่ายังไม่หายเดี้ยง แต่ยังมีนักเตะในแดนหลังให้เลือกใช้งานได้อีกหลายคนเลย เช่นเดียวกับแดนกลาง และแนวรุกที่ยังคงมีความสมบูรณ์ในเรื่องขุมกำลังนักเตะมากๆ เลย


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

เอแดร์ซอน โมราเอส, ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, อายเมริก ลาปอร์ก, เจา คันเซโล่, เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้, อิลคาย กุนโดกาน, ริยาด มาห์เรซ, ฟิล โฟเด้น, แบร์นาร์โด้ ซิลวา


ผู้รักษาประตู : เตรียมให้มือหนึ่ง นั่นก็คือ เอแดร์ซอน โมราเอส ยืนเฝ้าเสาเป็นตัวจริงต่อไป

แนวรับ : จะได้ ไคล์ วอล์กเกอร์ พ้นโทษแบนกลับมาสวมบทแบ็กขวาคนละฝั่งกับ เจา คันเซโล่ ทางด้านซ้าย ส่วนคู่กองหลังยังคงเป็นหน้าที่ของ จอห์น สโตนส์ กับ อายเมริก ลาปอร์ก เหมืนเดิม เนื่องจาก รูเบน ดิอาส ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ

แดนกลาง : พร้อมจัดเต็มแน่นอน เพราะมีแข้งหลักให้เลือกใช้งานได้หลายคนเลย โดยจะให้ โรดรี้ ยืนเป็นตัวคุมเกม และน่าจะให้ อิลคาย กุนโดกาน กับ เควิน เดอ บรอยน์ เป็นตัวขับเคลื่อนเกมในแผงมิดฟิลด์

แนวรุก : หมดสิทธิ์ใช้งาน กาเบรียล เชซุส ติดโทษแบน แต่ว่าไม่ใช่ตัวเลือกในแผงแดนหน้าอยู่แล้ว และอาจจะขยับ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ให้ขึ้นไปสวมบทตัวริมเส้นฝั่งซ้าย ส่วนฝั่งขวาพร้อมให้ ริยาด มาห์เรซ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เพื่อให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กับ แจ็ค กรีลิช ได้พักบ้าง หลังกรำศึกหนักมาแบบต่อเนื่องเลย ส่วนกองหน้าพร้อมให้ ฟิล โฟเด้น ยืนค้ำเอาไว้เหมือนเดิม


สถิติการพบกันเอง

คู่นี้เพิ่งเผชิญหน้าในเกมระดับสโมสรยุโรปเพียงนัดเดียว นั่นก็คือในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ก่อน ปรากฎว่า แมนฯ ซิตี้ เป็นฝ่ายเปิดบ้านเฉือนชนะ แอต.มาดริด 1-0 นั่นเอง


ทั้งนี้ แมนฯ ซิตี้ เคยดวลแข้งกับทีมคู่แข่งจากสเปนทั้งหมด 22 เกม ปรากฎว่า "เรือใบสีฟ้า" มีสถิติที่ไม่ได้เหนือกว่าจากการคว้าชัยได้ 9 เกม เสมอ 4 เกม และแพ้ 9 เกม สำหรับนัดล่าสุดที่พบกับทีมลูกหนังจากเมืองกระทิงดุคือเกมที่เปิดบ้านต้อนรับ แอต.มาดริด เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ก่อน ส่วน "ตราหมี" เคยดวลแข้งกับทีมคู่แข่งจากอังกฤษทั้งหมด 41 เกม ปรากฎว่า แอต.มาดริด มีสถิติเหนือกว่า โดยเป็นฝ่ายชนะ 15 นัด เสมอ 16 นัด และแพ้ 10 นัด


ความน่าจะเป็น

เพิ่งผ่านเกมหนักๆ ในศึกพรีเมียร์ลีกมาหมาดๆ แต่ แมนฯ ซิตี้ ยังคงพร้อมเดินหน้าเพื่อตามล่าแชมป์สโมสรยุโรปเป็นสมัยแรกกันต่อไป โดยยังคงใช้พวกแข้งหลักได้เกือบทั้งหมด แต่อาจจะมีการเก็บตัวแข้งดังบางราย เพื่อเอาไว้ใช้งานในอีกหนึ่งเกมสำคัญที่จะต้องเผชิญหน้ากับทีมคู่ปรับหน้าเดิมอีกครั้ง นั่นก็คือ ลิเวอร์พูล ในศึกเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ช่วงสุดสัปดาห์นี้นั่นเอง ส่วน แอต.มาดริด ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่เล่นเกมรับได้แบบเหนียวแน่น และมีเกมสวนกลับสุดอันตรายด้วย แต่ว่านัดก่อนพลาดท่าโดนเจาะตาข่ายมาแล้ว แถมยังฟอร์มการเล่นในช่วงหลังเริ่มดร็อปลงไปด้วย ดังนั้น "ตราหมี" ต้องพยายามเปิดเกมรุกเข้าใส่ แต่ว่าถนัดเล่นเกมรับมากกว่า จึงอาจจะทำได้แบบไม่เต็มที่ จึงน่าจะเข้าทาง "เรือใบสีฟ้า" ที่ถนัดกับการเล่นแบบประคองตัวอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะแพ้ และมีโอกาสลงเอยด้วยผลเสมอได้เหมือนกัน


ผลที่คาด : แอต.มาดริด เสมอ แมนฯ ซิตี้ 1-1

ดู 173 ครั้ง