หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลเอฟเอ คัพ : เชลซี VS คริสตัล พาเลซ

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เตรียมปรับทัพบางตำแหน่ง แต่ยังพร้อมใช้ 3 ประสานในแนวรุกวาง ไค ฮาเวิร์ตซ ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า เพื่อดวลแข้งกับ คริสตัล พาเลซ ในศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ คืนวันที่ 17 เม.ย.นี้


วิเคราะห์ฟุตบอลเอฟเอ คัพ : เชลซี VS คริสตัล พาเลซ
วิเคราะห์ฟุตบอลเอฟเอ คัพ : เชลซี VS คริสตัล พาเลซ

เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ

เชลซี VS คริสตัล พาเลซ

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม

เวลา : 22.30 น.


เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ 2-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ เบรนท์ฟอร์ด 1-4 (เหย้า)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก : แพ้ เรอัล มาดริด 1-3 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ เซาแธมป์ตัน 6-0 (เยือน)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 : ชนะ เรอัล มาดริด 3-1 (เยือน)


โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือ "สิงโตน้ำเงินคราม" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่บุกไปชนะ เรอัล มาดริด 3-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 แต่ต้องกระเด็นตกรอบ เพราะแพ้ด้วยผลสกอร์รวม 2 นัด จึงหวังแก้ตัวด้วยการกลับมาคว้าชัยให้ได้ เพื่อจะได้ลุ้นผ่านเข้าชิงไปลุ้นแชมป์รายการนี้ที่เป็นความหวังสุดท้ายด้วยนั่นเอง แม้จะมีนักเตะขาดหายไปบ้าง โดยเฉพาะ เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายที่เจ็บยาวอยู่แล้ว เช่นเดียวกับ คัลลัม ฮัดสัน โอดอย ปีกริมเส้นที่เจอโรคเดี้ยงเล่นงาน แต่ว่าพวกแข้งหลักยังพร้อมออกสตาร์ทเป็นตัวจริง และอาจจะให้ตัวสำรองลงเล่นในบางตำแหน่งด้วย


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 3-4-2-1

เอดูอาร์ เมนดี้, เทรโวห์ ชาโลบาห์, ติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, รีซ เจมส์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, มาร์กอส อลอนโซ่, เมสัน เมาท์, ติโม แวร์เนอร์, ไค ฮาเวิร์ตซ


ผู้รักษาประตู แม้จะให้ เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ยืนเฝ้าเสาในรายการนี้จากรอบที่ผ่านๆ มา แต่น่าจะให้มือหนึ่ง นั่นก็คือ เอดูอาร์ เมนดี้ ลงสนามเป็นตัวจริงมากกว่า

แนวรับ : น่าจะพัก อันเดรียส คริสเตนเซ่น เพื่อให้ เทรโวห์ ชาโลบาห์ ลงไปประสานงานกับ ติอาโก้ ซิลวา และ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ โดยมี มาแล็ง ซาร์ เป็นตัวสอดแรกที่พร้อมถูกส่งลงสนามได้เหมือนกัน

แดนกลาง : ไม่น่าจะได้เห็น มาเตโอ โควาซิช ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เพราะน่าจะให้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ยืนคุมเกมร่วมกับ จอร์จินโญ่ ต่อไป ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งจะให้ รีซ เจมส์ ยืนเป็นแบ็กขวาคนละฝั่งกับ มาร์กอส อลอนโซ่ ทางด้านซ้ายเหมือนเดิม

แนวรุก : รอเช็กสภาพความฟิตของ โรเมลู ลูกากู แต่ไม่น่าจะให้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงอยู่แล้ว และคาดว่าน่าจะดร็อป ฮาคิม ซีเย็ค เอาไว้ที่ข้างสนามเหมือนเดิมด้วย โดยพร้อมใช้งาน 3 ประสานที่กำลังเล่นกันได้แบบเข้าขารู้ใจกัน เพื่อให้ เมสัน เมาท์ กับ ติโม แวร์เนอร์ เป็นตัวปั้นเกมอยู่ด้านหลังของ ไค ฮาเวิร์ตซ ซึ่งเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่

กองหน้านั่นเอง


คริสตัล พาเลซ

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 (เยือน)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : เสมอ แมนฯ ซิตี้ 0-0 (เหย้า)

เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ชนะ เอฟเวอร์ตัน 4-0 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : ชนะ อาร์เซนอล 3-0 (เหย้า)

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : แพ้ เลสเตอร์ 1-2 (เยือน)


ปาทริค วิเอร่า กุนซือ คริสตัล พาเลซ จะปรับทัพจากล่าสุดที่บุกไปแพ้ เลสเตอร์ 1-2 ในศึกพรีเมียร์ลีก เพื่อลุ้นกลับมาคว้าชัย และจะได้ตบเท้าผ่านเข้าสู่นัดชิงไปลุ้นแชมป์รายการนี้ให้ได้ แม้จะมีนักเตะขาดหายไปบางราย โดยเฉพาะ คอนอร์ กัลลาเกอร์ ซึ่งหมดสิทธิ์ลงสนาม เพราะติดเงื่อนไขยืมตัวมาจาก เชลซี ทีมต้นสังกัดที่แท้จริงนั่นเอง แต่ยังใช้งานพวกแข้งหลักได้เกือบทั้งหมด และมีลุ้นได้นักเตะฟิตกลับมาช่วยทีมอีกหลายรายด้วย


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

แจ็ค บัตแลนด์, นาธาเนียล ไคลน์, โจอาคิม อันเดอร์เซ่น, มาร์ค เกฮี, โจเอล วอร์ด, เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, ชีกฮู คูยาเต้, เจฟฟรีย์ ชลุปป์, จอร์แดน อายิว, ฌอน-ฟิลิปป์ มาเตต้า, วิลฟรีด ซาฮา


ผู้รักษาประตู : น่าจะดร็อป บิเซนเต้ กูเอต้า นายด่านมือหนึ่งเป็นตัวสำรอง เพื่อเปิดโอกาสให้ แจ็ค บัตแลนด์ นายทวารมือสองลงสนามเป็นตัวจริงเหมือนอย่างที่ได้ยืนเฝ้าเสารอบที่ผ่านมา

แนวรับ : ยังต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ ไทริค มิเชลล์ แบ็กซ้ายตัวหลัก แต่พร้อมให้ โจเอล วอร์ด ลงไปทำหน้าที่แทนอยู่แล้ว ส่วนแบ็กซ้ายยังคงเป็น นาธาเนียล ไคลน์ สำหรับคู่กองหลังไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยพร้อมให้ โจอาคิม อันเดอร์เซ่น กับ มาร์ค เกฮี ยืนคู่กันเหมือนเดิม

แดนกลาง : ไม่มี คอนอร์ กัลลาเกอร์ เพราะติดเงื่อนไขห้ามลงสนามพบกับ เชลซี ซึ่งเป็นทีมต้นสังกัดที่แท้จริง จึงน่าจะให้ เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ ลงไปยืนคุมเกมร่วมกับ ชีกฮู คูยาเต้ และ เจฟฟรีย์ ชลุปป์

แนวรุก : รอเช็กสภาพฟิตของ ไมเคิล โอลิเซ่ แต่ไม่มีจะปัญหาเรื่องของการจัดทัพในแดนหน้า เพราะมีตัวเลือกให้ใช้งานได้เพียงเลย แต่น่าจะวาง ฌอน-ฟิลิปป์ มาเตต้า เป็นหองหน้าตัวเป้า ส่วนปีกริมเส้นทั้งสองฝั่งเป็นหน้าที่ของ จอร์แดน อายิว และ วิลฟรีด ซาฮา ทางด้านซ้าย


สถิติการพบกันเอง

คู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 56 เกม ปรากฎว่า เชลซี มีสถิติเหนือกว่า ชนะ 30 เกม เสมอ 15 เกม แพ้ 11 เกม ส่วนผลนัดล่าสุดที่พบกันเป็นเกมในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ปรากฎว่า เชลซี บุกไปชนะ 1-0


สำหรับคู่นี้เคยดวลแข้งกันในศึกเอฟเอ คัพ มาแล้วทั้งหมด 5 เกม ปรากฎว่ามีสถิติสูสีกัน โดย เชลซี ชนะ 2 นัด เสมอ 1 นัด และแพ้ 2 นัด ส่วนผลนัดล่าสุดที่เจอกันในรายการนี้เกิดขึ้นในเกมรอบ 4 เมื่อปี 1976 ปรากฎว่า คริสตัล พาเลซ เป็นฝ่ายชนะ 3-2


ความน่าจะเป็น

ถือว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีในเกม "ลอนดอนดาร์บี้แมทช์" ของ 2 ทีมลูกหนังร่วมเมืองหลวงของอังกฤษด้วยเช่นกัน โดย เชลซี เพิ่งหักอกจากการชวดป้องกันแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน เพราะพลาดท่าจอดป้ายเพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย จึงพร้อมมุ่งมั่นหวังกลับมาคว้าชัยเพื่อต่อยอดลุ้นความสำเร็จในถ้วยที่เป็นความหวังสุดท้ายของฤดูกาลนี้นั่นเอง และหวังแก้ตัวจากเมื่อซีซั่นที่ผ่านเข้าถึงนัดชิงได้ด้วย แต่พลาดท่าแพ้ เลสเตอร์ ไปแบบน่าเสียดาย จึงทำได้ดีที่สุดเพียงรองแชมป์เท่านั้น โดยนัดนี้ถือว่ามีสภาพทีมที่ค่อนข้างสมบูรณ์เลยด้วย และพร้อมให้พวกแข้งดังออกสตาร์ทเป็นตัวจริงตั้งแต่นาทีแรกไปเลยด้วยเช่นกัน


ส่วน คริสตัล พาเลซ ถือว่ามีการพัฒนาทีมที่ดีขึ้นแบบต่อเนื่อง และทำผลงานในฤดูกาลนี้ได้น่าประทับใจในหลายๆ เกมเลยด้วย โดยเพาะในยามเผชิญหน้ากับทีมใหญ่ๆ ที่จะสามารถต่อกรได้แบบไม่เกรงกลัวเลย จึงพร้อมเปิดเกมรุกเข้าใส่ได้เหมือนกัน เพราะว่ามี 2 ปีกตัวริมเส้นฝีเท้าดีที่พร้อมปั่นป่วนแนวรับของทีมคู่แข่งอยู่แล้ว โดยเฉพาะ วิลฟรีด ซาฮา ซึ่งถือว่าเป็นตัวความหวังสูงสุดเลยด้วย


คาดว่าเกมคู่นี้จะเป็นไปแบบสนุกสูสี แต่ เชลซี น่าจะมีทีเด็ดทีขาดที่ดีกว่า และมีนักเตะตัวสำรองฝีเท้าดีที่พร้อมลงไปพลิกเกมให้เลือกใช้งานได้หลายคนเลยด้วย ซึ่งตรงกันข้ามกับที่มีผู้เล่นแบบไว้ใจได้ให้เลือกใช้งานได้ค่อนข้างจำกัด ทำให้ "สิงโตน้ำเงินคราม" น่าจะเป็นฝ่ายคว้าชัยแล้วผ่านเข้าชิงได้แบบหืดจับ


ผลที่คาด : เชลซี ชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1

ดู 79 ครั้ง