หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

วิเคราะห์ฟุตบอลนัดชิงฟุตบอลเอฟเอ คัพ : เชลซี VS ลิเวอร์พูล

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล สุดปึ้กพร้อมจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนาม โดยน่าจะให้ หลุยส์ ดิอาซ ลงไปยืนเป็น 3 ประสานแนวรุกเพื่อดวลแข้งกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ในศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ คืนวันที่ 14 พ.ค.นี้


วิเคราะห์ฟุตบอลนัดชิงฟุตบอลเอฟเอ คัพ : เชลซี VS ลิเวอร์พูล
วิเคราะห์ฟุตบอลนัดชิงฟุตบอลเอฟเอ คัพ : เชลซี VS ลิเวอร์พูล

เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ

เชลซี VS ลิเวอร์พูล

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม

เวลา : 22.45 น.


เชลซี

เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ

รอบ 3 : ชนะ เชสเตอร์ฟิลด์ 5-1 (เหย้า)

รอบ 4 : ชนะต่อเวลา พลีมัธ 2-1 (เหย้า) : เสมอช่วง 90 นาที 1-1

รอบ 5 : ชนะ ลูตัน ทาวน์ 3-2 (เยือน)

รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ 2-0 (เยือน)

รอบรองชนะเลิศ : ชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 (เตะที่เวมบลีย์)

โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือ "สิงโตน้ำเงินคราม" พร้อมจัดผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงสนามแน่นอน เพื่อลุ้นคว้าแชมป์ติดมือในช่วงฤดูกาลนี้ให้ได้สักหนึ่งรายการ และจะได้ล้างแค้น ลิเวอร์พูล ซึ่งเคยพลาดท่าแพ้ช่วยดวลจุดโทษตัดสินในนัดชิงคาราบาว คัพ ฤดูกาลนี้มาก่อนด้วย เพราะต้องการประสบความสำเร็จเพื่อต้อนรับกลุ่มทุนของ ท็อดด์ โบห์ลี่ เจ้าของสโมสรคนใหม่นั่นเอง


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 3-4-2-1

เอดูอาร์ เมนดี้, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, ติอาโก้ ซิลวา, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, มาร์กอส อลอนโซ่, เมสัน เมาท์, คริสเตียน พูลิซิช, ไค ฮาเวิร์ตซ


ผู้รักษาประตู : ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจาก เอดูอาร์ เมนดี้ ในฐานะมือหนึ่งอยู่แล้วนั่นเอง ทำให้นายด่านมือสอง นั่นก็คือ เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ต้องนั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน แม้จะได้ลงสนามไปยืนเฝ้าเสาในศึกฟุตบอลถ้วยรายการต่างๆ อยู่เป็นประจำเลยก็ตาม

แนวรับ : รอเช็กสภาพความฟิตของ อันเดรียส คริสเตียนเซ่น แต่ไม่น่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เพราะน่าจะให้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ลงไปยืนเป็นกองหลังร่วมกับ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ และ ติอาโก้ ซิลวา

แดนกลาง : น่าจะมีอาการรักพี่เสียดายน้อง เนื่องจาก มาเตโอ โควาซิช กับ รูเบน ลอฟตัส ชีค ทำผลงานในช่วงหลังๆ ได้ดีเลยทีเดียว แต่น่าจะให้มิดฟิลด์ 2 ตัวหลัก นั่นก็คือ จอร์จินโญ่ กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ลงไปยืนคุมเกมคู่กันมากกว่า และน่าจะให้ รีซ เจมส์ ยืนประจำการเป็นฟูลแบ็กฝั่งขวาตรงกันข้ามกับ มาร์กอส อลอนโซ่ ทางด้านซ้ายนั่นเอง

แนวรุก : หมดสิทธิ์ใช้งาน คัลลัม ฮัดสัน โอดอย ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ และน่าจะดร็อป ฮาคิม ซีเย็ค เอาไว้ที่ข้างสนาม เพื่อให้ คริสเตียน พูลิซิช กับ เมสัน เมาท์ สวมบทเป็นเพลย์เมกเกอร์ในฐานะตัวปั้นเกมร่วมกันไปเลย

กองหน้า : มีให้เลือกใช้งานได้ถึง 3 คน แค่คาดว่า โรเมลู ลูกากู กับ ติโม แวร์เนอร์ จะต้องนั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน เพราะว่า ไค ฮาเวิร์ตซ มักจะได้รับโอกาสให้ลงไปยืนค้ำแดนหน้าในเกมนักสำคัญเป็นประจำอยู่แล้ว


ลิเวอร์พูล

เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ

รอบ 3 : ชนะ ชรูว์บิวรี่ 4-1 (เหย้า)

รอบ 4 : ชนะ คาร์ดิฟฟ์ 3-1 (เหย้า)

รอบ 5 : ชนะ นอริช 2-1 (เหย้า)

รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ชนะ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 1-0 (เยือน)

รอบรองชนะเลิศ : ชนะ แมนฯ ซิตี้ 3-2 (เตะที่เวมบลีย์)


เจอร์เกน คลอปป์ กุนซือ "หงส์แดง" มีสภาพทีมที่สมบูรณ์มากๆ จึงพร้อมจัดทัพใหญ่ลงสนามแน่นอน เพื่อลุ้นคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยบนเกาะอังกฤษในช่วงฤดูกาลนี้เป็นรายการที่ 2 ต่อจากแชมป์คาราบาว คัพ นั่นเอง และสามารถเลือกใช้งานนักเตะได้แบบตามใจชอบเลยด้วย เพราะไม่มีแข้งหลักขาดหายไปแม้แต่คนเดียว โดยพวกแนวรุกยังคงกันครบเลยอีกต่างหาก


11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3

อลิสซอน เบ็คเกอร์, อิบราฮิม่า โกนาเต้, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ติอาโก้ อัลคานทาร่า, หลุยส์ ดิอาซ, โมฮาเม็ด ซาล่าห์, ซาดิโอ มาเน่


ผู้รักษาประตู : พร้อมให้มือหนึ่ง นั่นก็คือ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ยืนเฝ้าเสาเป็นตัวจริงตามเดิมอย่างแน่นอน

แนวรับ : รอชั่งใจเลืกในตำแหน่งกองหลังระหว่าง อิบราฮิม่า โกนาเต้ กับ โจเอล มาทิป แต่คาดว่ารายแรกน่าจะได้ลงไปยืนคู่กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ เพราะได้รับโอกาสให้ลงเล่นในฟุตบอลถ้วยรายการต่างๆ แบบต่อเนื่องเลย ส่วนแบ็กทั้งสองฝั่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน โดยฝั่งขวายังคงใช้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ขณะที่ฝั่งซ้ายเป็นหน้าที่ของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทำให้ โจ โกเมซ กับ คอสตาส ซิมิคาส ต้องนั่งเป็นตัวสำรองตามเดิม

แดนกลาง : ไม่น่าจะให้ นาบี้ เกอิต้า ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เช่นเดียวกับ เจมส์ มิลเนอร์ กับ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน เตรียมนั่งเป็นตัวสำรองต่อไป เพราะน่าจะให้ ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ ติอาโก้ อัลคานทาร่า ลงไปยืนคุมแผงมิดฟิลด์ทั้งหมดเลย

แนวรุก : มีตัวเลือกให้ใช้งานได้เพียบเลย แต่ยังคงให้ ดิว็อค โอริกี้ รวมถึง ทาคูมิ มินามิโนะ นั่งเป็นตัวสำรองอยู่ข้างสนามต่อไป ส่วนในรายของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ แม้จะหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว แต่ยังไม่ฟิตสมบูรณ์แบบเต็มร้อย จึงไม่น่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเช่นเดียวกับ ดิโอโก้ โจต้า คาดว่าน่าจะใช้ 3 ประสาน นั่นก็คือ หลุยส์ ดิอาซ, โมฮาเม็ด ซาล่าห์ และ ซาดิโอ มาเน่


สถิติการพบกันเอง

คู่นี้เคยเผชิญหน้ากันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 190 เกม ปรากฎว่า ลิเวอร์พูล มีสถิติเหนือกว่า โดยเป็นชนะ 80 เกม เสมอ 45 เกม และแพ้ 65 เกม ส่วนผลนัดล่าสุดที่พบกันในสนามแห่งนี้เพิ่งเกิดในศึกคาราบาว คัพ รอบชิงชนะเลิศ ประจำฤดูกาลนี้ ปรากฎว่า "หงส์แดง" เป็นฝ่ายเฉือนชนะช่วงดวลจุดโทษตัดสินที่เวมบลีย์ สเตเดี้ยม หลังเสมอช่วง 120 นาที 0-0


สำหรับผลการพบกันในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ทั้ง 2 เกม ปรากฎว่าลงเอยด้วยผลเสมอทั้งหมดเลย ส่วนผลการเจอกัน 5 เกมหลังสุด ปรากฎว่ามีสถิติสูสีกันมากๆ โดยผลัดกกันชนะ-แพ้ทีมละ 1 นัด และลงเอยด้วยผลเสมออีก 3 เกม


ส่วนสถิติการดวลแข้งในศึกเอฟเอ คัพ เคยเจอกันมาแล้วทั้งหมด 11 เกม ปรากฎว่า เชลซี เป็นฝ่ายเหนือกว่า โดยชนะได้ถึง 7 เกม และแพ้ 4 เกม สำหรับผลการพบกันในศึกเอฟเอ คัพ นัดล่าสุดเกิดขึ้นในเกมรอบ 5 เมื่อปี 2020 ปรากฎว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เปิดบ้านชนะ 2-0


ความน่าจะเป็น

แม้จะฟอร์มหลุดนศึกพรีเมียร์ลีก เพราะว่าทำผลงานในช่วงหลังได้ไม่ค่อยดีนัก แต่ เชลซี ยังคงเป็นทีมที่เล่นในศึกฟุตบอลถ้วยได้อย่างยอดเยี่ยม และหวังคว้าแชมป์แก้ตัวจากเมื่อ 2 ฤดูกาลหลังสุดที่สามารถตบเท้าเข้าชิงได้ตลอด แต่ต้องพบกับความผิดหวังจากการเข้าป้ายรองแชมป์ทั้งหมดเลย


ส่วน ลิเวอร์พูล หมายมั่นปั้นมือหวังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ เป็นครั้งแรกในยุคของกุนซือ เจอร์เกน คลอปป์ นั่นเอง หลังจากที่กรำศึกหนักจากการลงเล่นในหลายๆ รายการมาแบบต่อเนื่องเลยนั่นเอง


คาดว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" พร้อมทุ่มแบบสุดตัวอย่างแน่นอน เพราะนี่คือความหงังสุดท้ายแล้วนั่นเอง ส่วน "หงส์แดง" ยังมีเกมนัดสำคัญรออยู่ในนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ทำให้ เชลซี น่าจะมีโอกาสลุ้นคว้าแชมป์ได้เหมือนกัน

ผลที่คาด : เชลซี ชนะ ลิเวอร์พูล 2-1

ดู 424 ครั้ง