หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"เสือเหลือง" ปฏิบัติการรุกไล่เพื่อโค่นบัลลังก์ "เสือใต้"

หลังจากที่ต้องทนเห็น "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ทีมคู่ปรับตลอดกาลผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานถึง 10 ฤดูกาลติดต่อกันเลยด้วย ทำให้ "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต้องขยับเขยี้ยนหลายๆ อย่างให้เป็นไปในทิศทางบวกสำหรับฤดูกาลใหม่ 2022/2023 โดยเฉพาะการลงทุนซื้อผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสริมทัพได้แบบน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพื่อเป้าหมายหลักคือการหวนกลับมายึดบัลลังก์ "เบอร์หนึ่ง" ของวงการลูกหนังเยอรมนีให้ได้อีกครั้ง เพราะว่าห่างหายมานานถึงหนึ่งทศวรรษแล้วนั่นเอง


"เสือเหลือง" ปฏิบัติการรุกไล่เพื่อโค่นบัลลังก์ "เสือใต้"
"เสือเหลือง" ปฏิบัติการรุกไล่เพื่อโค่นบัลลังก์ "เสือใต้"

ย้อนหลังกลับไปเมื่อช่วงฤดูกาล 2011/2012 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งตอนนั้นยังคงอยู่ภายใต้การคุมทัพของ เจอร์เกน คลอปป์ กุนซือคนปัจจุบันของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ได้ผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกา และเป็นการป้องกันแชมป์ลีกสูงสุดเมืองเบียร์ได้ถึง 2 สมัยติดต่อกันไปเลยด้วย และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่ได้ชูถาดแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศ เพราะว่าหลังจากนั้น บาเยิร์น มิวนิค ได้สถาปนาตัวเองเป็น "จอมผูกขาด" จากการยึดแชมป์บนดินแดนของตัวเองได้เพียงแค่ทีมเดียวเท่านั้น และไม่ยอมปล่อยให้ทีมอื่นๆ ได้ก้าวเท้าขึ้นมาแย่งแชมป์เลยด้วย โดยเฉพาะ "เสือเหลือง" แม้จะมีโอกาสเบียดแย่งแชมป์ในช่วงออกสตาร์ทของแต่ละฤดูกาลได้อยู่ตลอดเลย แต่สุดท้ายกลับเกิดอาการแผ่วปลายในช่วงท้ายซีซั่นอยู่เป็นประจำ จึงทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เข้าป้ายอันดับ 2 ในฐานะ "รองแชมป์" อยู่บ่อยๆ เลยด้วย


"เสือเหลือง" ปฏิบัติการรุกไล่เพื่อโค่นบัลลังก์ "เสือใต้"
"เสือเหลือง" ปฏิบัติการรุกไล่เพื่อโค่นบัลลังก์ "เสือใต้"

ไล่ตั้งแต่ในช่วงฤดูกาล 2012/2013 ตอนนั้น บาเยิร์น มิวนิค สามารถแย่งบัลลังก์แชมป์กลับคืนมาจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ได้สำเร็จ และต่อยอดมาจนถึงช่วงซีซั่นล่าสุดไปเลยด้วย โดยตอนนั้น "เสือเหลือง" ยังคงอยู่ภายใต้การคุมทีมของ คลอปป์ แต่ไม่สามารถต่อกรของทีมของ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส ตำนานกุนซือรุ่นคุณปู่ได้เหมือนอย่างที่หวังเอาไว้ จึงต้องจำใจเข้าป้ายอันดับ 2 ไปเลย เมื่อเข้าสู่ฤดูกาล 2013/2014 "เป๊ป" โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า ยอดโค้ชชาวสเปนที่ตอนนั้นได้สร้างชื่อกับ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า เอาไว้แบบสุดยิ่งใหญ่ได้ก้าวเท้าเข้ามารับงานคุมทัพ "เสือใต้" และสามารถพาทีมเข้าป้ายแชมป์ตั้งแต่ช่วงซีซั่นแรกพร้อมกับลากยาวไปเป็น 3 ฤดูกาลติดต่อกัน แต่ได้โบกมืออำลาสโมสรในช่วงหลังหมดสัญญาตอนปี 2016 เพื่อย้ายไปรับงานคุมทัพ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จนถึงปัจจุบันนั่นเอง


ส่วน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ภายใต้การคุมทัพของ คลอปป์ ยังคงทำได้ดีที่สุดเพียงอันดับ 2 และหลุดไปอยู่อันดับ 7 ในช่วงปีสุดท้ายภายใต้การคุมทัพของโค้ชชาวเยอรมันที่ได้ขอก้าวเท้าลงจากตำแหน่งตอนหลังจบฤดูกาล 2014/2015 เลยด้วย หลังจากที่ได้อยู่ปักหลักคุมทีมมาแบบยาวนานมากๆ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา แม้ว่าตอนนั้น "เสือเหลือง" จะอุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีหลายคนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น เฮนริค มคิทาร์ยาน, ชินจิ คากาวะ, อิลคาย กุนโดกาน, ปิแอร์ เอเมริค โอบาเมยอง รวมถึง โรเบิร์ต เลวานดอสฟกี้ ในช่วงก่อนที่ย้ายไปซบ "เสือใต้" ตอนหมดสัญญาแบบไม่มีค่าตัวเมื่อปี 2014 แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถเขี่ย บาเยิร์น มิวนิค ให้ตกจากบัลลังก์ "เบอร์หนึ่ง" ของวงการลูกหนังเมืองเบียร์ได้เหมือนอย่างที่หวังเอาไว้


"เสือเหลือง" ปฏิบัติการรุกไล่เพื่อโค่นบัลลังก์ "เสือใต้"
"เสือเหลือง" ปฏิบัติการรุกไล่เพื่อโค่นบัลลังก์ "เสือใต้"

ทำให้ "เสือเหลือง" ต้องเริ่มสร้างทีมไปสู่ยุคใหม่ เพราะว่าตอนนั้นได้ดึงตัว โธมัส ทูเคิ่ล ซึ่งเคยสร้างชื่อจากการคุมทัพ ไมนซ์ ให้เข้ามาสวมบทเป็นกุนซือต่อจาก คลอปป์ เสียเลย แต่ว่าทีมในยุคนั้นของ ทูเคิ่ล ยังคงไปไม่ถึงฝั่งฝันเหมือนกัน เพราะจบซีซั่นแบบเป็นรอง บาเยิร์น มิวนิค เหมือนเดิม โดยจบด้วยอันดับ 2 ในช่วงฤดูกาล 2015/2016 และจบด้วยอันดับ 3 ในช่วงฤดูกาล 2016/2017 หลังจากนั้น ทูเคิ่ล มีปัญหาขัดแย้งกับบอร์ดบริหารสโมสร จึงตัดสินใจโบกมืออำลาจากตำแหน่งไปเลย เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูกาล 2017/2018 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มีการเปลี่ยนแปลงทีมอีกครั้ง โดยแต่งตั้ง ปีเตอร์ บอสซ์ อดีตกุนซือ อาแจ๊กซ์ ให้เข้ามารับงานคุมทีม และเลือกใช้งานพวกแข้งเด็กสายเลือดใหม่หลายคนเลยด้วย โดยเฉพาะ 3 ประสานในแนวรุก นั่นก็คือ คริสเตียน พูลิซิช, จาดอน ซานโซ่ รวมถึง อเล็กซานเดอร์ ไอซัค แต่กลับไม่เวิร์คเหมือนอย่างที่คิด จึงต้องปลดกุนซือออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ ปีเตอร์ สโตเกอร์ เข้ามาสวมบทเป็นกุนซือขัดตาทัพ ก่อนจะจบซีซั่นนั่นด้วยอันดับ 4 เท่านั้น


"เสือเหลือง" ปฏิบัติการรุกไล่เพื่อโค่นบัลลังก์ "เสือใต้"
"เสือเหลือง" ปฏิบัติการรุกไล่เพื่อโค่นบัลลังก์ "เสือใต้"

ส่วนในช่วงฤดูกาล 2018/2019 ได้มีการแต่งตั้ง ลูเซียน ฟาฟร์ โค้ชจอมเก๋าชาวเยอรมันให้เข้ามาคุมทัพเพื่อต่อกรกับ "เสือใต้" ซึ่งยังคงครองความเป็น "เบอร์หนึ่ง" ต่อไป โดยยังคงมี มาร์โก รอยส์ ซึ่งปักหลักอยู่กับสโมสรมาตั้งแต่ปี 2012 เป็นแกนหลักต่อไปเหมือนเดิม แต่สุดท้าย "เสือเหลือง" ยังคงทำได้ดีที่สุดเพียงแค่สวมบท "พระรอง" จากการเข้าป้ายอันดับ 2 เช่นเดียวกับในช่วงฤดูกาล 2019/2020 แม้ว่าจะให้ ฟาฟร์ คุมทีมในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล 2020/2021 แต่กลับมีการไล่ออกแบบกลางคันตามผลงานที่ย่ำแย่นั่นเอง จึงต้องมอบหมายให้ เอดิน แทร์ซิช ผู้ช่วยของ ฟาฟร์ สวมบทเป็นกุนซือขัดตาทัพจนถึงช่วงจบซีซั่นนั้นไปก่อน และสามารถประคองทีมจบด้วยอันดับ 3 แต่มีความสำเร็จติดมือจากการคว้าแชมป์เดเอฟเอ โพคาล ได้สำเร็จ และล่าสุดเมื่อฤดูกาล 2021/2022 ได้เลือก มาร์โก โรเซ่ กุนซือชาวเยอรมันให้เข้ามารับงานคุมทัพ แต่สุดท้ายจบด้วยอันดับ 2 พร้อมกับตัดสินใจแยกทางกันไปในช่วงหลังจบซีซั่นด้วยเหตุผลที่ว่าไปด้วยกันไม่ได้นั่นเอง


ทำให้ "เสือเหลือง" มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาลใหม่ 2022/2023 ไล่ตั้งแต่เรื่องของ "กุนซือ" ซึ่งได้ดึง เอดิน แทร์ซิช กลับมาทำหน้าที่คุมทัพในฐานะกุนซือตัวจริงแบบถาวรไปเลย เพราะมองว่าเป็นคนในสโมสรอยู่แล้วด้วย หลังจากที่ให้นั่งเก้าอี้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคเมื่อช่วงซีซั่นก่อน และเคยฝากความสำเร็จจากการพาทีมคว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ได้ในช่วงที่สวมบทเป็นกุนซือขัดตาทัพเมื่อฤดูกาล 2020/2021 นั่นเอง แม้จะสูญเสีย เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ดาวยิงทีมชาตินอร์เวย์ที่ได้ย้ายไปร่วมทัพ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าฉีกสัญญาเป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควร แต่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ได้มีการลงทุนซื้อ 5 ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสริมทัพแบบน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพื่อหวังแย่งแชมป์บุนเดสลีกากลับคืนมาจาก บาเยิร์น มิวนิค ให้ได้เสียที


"เสือเหลือง" ปฏิบัติการรุกไล่เพื่อโค่นบัลลังก์ "เสือใต้"
"เสือเหลือง" ปฏิบัติการรุกไล่เพื่อโค่นบัลลังก์ "เสือใต้"

ทั้งนี้ "เสือเหลือง" ได้แก้ปัญหาเรื่องแนวรับที่เคยเป็นจุดอ่อนของทีมมานานแล้วด้วยการคว้า 2 กองหลังทีมชาติเยอรมนี นั่นก็คือ นิโก้ ชล็อตเตอร์เบ็ค เด็กปั้นของ ไฟร์บวร์ก และ นิคลาส ซูเล่ ซึ่งย้ายฟรีมาจาก "เสือใต้" นั่นเอง ส่วนแดนกลางได้ดึง ซาลีห์ ออซคาน มิดฟิลด์ทีมชาติตุรกีมาจาก โคโลญจน์ เพื่อเติมความสดด้วย ปิดท้ายด้วยแนวรุกได้คว้า เซบาสเตียน อัลแลร์ กองหน้าทีมชาติไอวอรี่โคสต์มาจาก อาแจ๊กซ์ ในฐานะดาวซัลโวลีกสูงสุดฮอลแลนด์จากเมื่อช่วงซีซั่นที่แล้ว แต่ว่าน่าเสียดายที่ตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งอัณฑะ จึงต้องให้หยุดพักเพื่อรักษาตัวกันไปก่อน ทำให้อีกหนึ่งกองหน้าตัวใหม่ นั่นก็คือ คาริม อเดเยมี่ หัวหอกดาวรุ่งทีมชาติเยอรมนีที่ย้ายมาจาก เรดบูลล์ ซัลซบวร์ก เตรียมเป็นตัวหลักในการยืนล่าตาข่ายแน่นอน และมีดีกรีเป็นถึงดาวซัลโวลีกสูงสุดออสเตรียจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย


ด้วยเหตุนี้ "เสือเหลือง" จึงพร้อมปฏิบัติการรุกไล่เพื่อโค่นบัลลังก์ "เสือใต้" ให้ได้เสียที เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายๆ อย่าง ซึ่งหวังว่าจะไปในทิศทางที่ดีได้เหมือนอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ และหวังว่าจะไม่เป็นแบบท่าดีทีเหลวเหมือนอย่างในช่วงหลายๆ ฤดูกาลที่ผ่านมาไปเสียก่อน หลังจากที่ต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของทีมคู่ปรับตลอดกาลมานานแล้วถึง 10 ปีเลยทีเดียว


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ฟุตบอล และ บุนเดสลีกา

ดู 60 ครั้ง