หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"เดอ บรอยน์" ผู้ยืนหยัดบนความเปลี่ยนของทัพเรือใบ

เพราะเป็นหนึ่งในทีมลูกหนังมหาเศรษฐีระดับหัวแถวของโลกมานานหลายปีแล้ว นับตั้งแต่ได้กลุ่มทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก้าวเท้าเข้ามาดูแลสโมสรเมื่อปี 2009 เป็นต้นมา ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้พบกับความสำเร็จแบบต่อเนื่องเลย และมีการลงทุนซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทัพอยู่เป็นประจำเลยด้วย เพื่อตามล่าถ้วยรางวัลในฐานะแชมป์รายการต่างๆ กันต่อไป แต่ว่ามีดาวเตะอยู่รายหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดอยู่กับทีมแบบยาวนานที่สุดจนถึงยุคปัจจุบัน นั่นก็คือ เควิน เดอ บรอยน์ กองกลางทีมชาติเบลเยี่ยม แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของตัวผู้เล่นแบบยกทีมไปแล้วก็ตาม


"เดอ บรอยน์" ผู้ยืนหยัดบนความเปลี่ยนของทัพเรือใบ
"เดอ บรอยน์" ผู้ยืนหยัดบนความเปลี่ยนของทัพเรือใบ

หลังจากที่กลุ่มทุนจากดินแดนอาหรับได้เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อ 13 ปีก่อน ทำให้ แมนฯ ซิตี้ มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของตัวผู้เล่นจากการซื้อขายแบบต่อเนื่องเลย โดยเฉพาะในเรื่องการจ่ายเงินซื้อนักเตะเข้ามาใหม่อยู่เป็นประจำ ไล่ตั้งแต่ในยุคของ "มันโช่" โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือชาวอิตาเลียนระหว่างปี 2009-2013 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงก่อร่างสร้างทีมในยุคเริ่มต้นของกลุ่มทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ภายใต้การบริหารงานของ ซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป จึงได้เริ่มพบกับความสำเร็จจากการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2011/2012 และได้ชูถ้วยแชมป์เอฟเอ คัพ ด้วยเช่นกัน ก่อนจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของ มานูเอล เปเยกรินี่ กุนซือชาวชิลีระหว่างปี 2013-2016 พร้อมกับการก้าวเท้าเข้ามาของ เควิน เดอ บรอยน์ ในช่วงหลังย้ายมาจาก โวล์ฟสบวร์ก เมื่อปี 2015 ด้วยค่าตัวเป็นสถิติแพงที่สุดของสโมสรในยุคนั้นสูงถึง 55 ล้านปอนด์นั่นเอง


"เดอ บรอยน์" ผู้ยืนหยัดบนความเปลี่ยนของทัพเรือใบ
"เดอ บรอยน์" ผู้ยืนหยัดบนความเปลี่ยนของทัพเรือใบ

สำหรับ ซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป หรือที่มีตัวย่อว่า CFG เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยกลุ่มทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ภายใต้ชื่อว่า อาบูดาบี้ ยูไนเต็ด กรุ๊ป เพื่อดูแลสโมสรฟุตบอลในทวีปต่างๆ เกือบทั่วโลกที่ได้จ่ายเงินซื้อมาครอบครองเอาไว้แล้วทั้งหมด 11 ทีมตามประเทศต่างๆ ดังนี้เลย ไล่ตั้งแต่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ), นิวยอร์ค ซิตี้ (สหรัฐอเมริกา), เมลเบิร์น ซิตี้ (ออสเตรเลีย), โยโกาฮาม่า มารินอส (ญี่ปุ่น), มอนเตวิดิโอ (อุรุกวัย), คิโรน่า (สเปน), เสฉวน เจี่ยวเนียว (จีน), มุมไบ (อินเดีย), ลอมเมล (เบลเยี่ยม), ทรัวส์ (ฝรั่งเศส) และ ปาแลร์โม่ (อิตาลี) นอกจากนี้ยังได้จับมือเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับ โบลิวาร์ ในโบลิเวีย รวมถึง วานน์ส ในฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน โดยมีอีกหนึ่งภาระกิจหลักคือปลุกปั้นนักฟุตบอลเพื่อดำเนินธุรกิจในเรื่องของการซื้อขายกันต่อไป


ก่อนหน้านี้ เดอ บรอยน์ เคยสร้างชื่อจากการเป็นเด็กปั้นของ เกงค์ ในบ้านเกิดระหว่างปี 2008-2012 และเคยผ่านการค้าแข้งในศึกพรีเมียร์ลีกจากการย้ายมาซบ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ในปี 2012 แต่ว่าไม่ได้รับโอกาสจาก โจเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมในเวลานั้น จึงถูกปล่อยให้ย้ายไปโชว์ฝีเท้าในเยอรมนีกับ แวร์เดอร์ เบรเมน ด้วยสัญญายืมตัวในช่วงฤดูกาล 2012/2013 พร้อมกับทำผลงานได้ดีมากๆ ทำให้ "หมาป่า" โวล์ฟสบวร์ก ยอมจ่ายเงินค่าตัว 18 ล้านปอนด์เพื่อดึงมาเสริมทัพเสียเลย และได้สร้างชื่อจากการเป็น "จอมถวายพาน" เพราะจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมยิงประตูในช่วงฤดูกาล 2014/2015 ได้มากถึง 21 แอสซิสต์เลยทีเดียว ทำให้ แมนฯ ซิตี้ ต้องดึงตัวให้ย้ายกลับมาโชว์ฝีเท้าบนเกาะอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง โดยดาวเตะชาวเบลเยี่ยมอยากจะกลับมาพิสูจน์ฝีเท้าของตัวเองในลีกลูกหนังเมืองผู้ดีอีกครั้งด้วยเช่นกัน


ในช่วงหลังจากที่ เดอ บรอยน์ ย้ายมาค้าแข้งในถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนั้น "เรือใบสีฟ้า" ซึ่งอยู่ภายใต้การคุมทัพของกุนซือ เปเยกรินี่ ได้อุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีหลายคนเลย ไล่ตั้งแต่พวกดาวดังในตำแหน่งต่างๆ เริ่มจากผู้รักษาประตูให้ โจ ฮาร์ท สวมบทเป็นมือหนึ่ง ส่วนแนวรับมีเพื่อนร่วมชาติเดียว นั่นก็คือ แวงซองต์ กอมปานี เป็นตัวชูโรง ขณะที่แดนกลางมีพวกตัวเด่นๆ ทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็น ดาบิด ซิลบา, เฆซุส นาบาส, ซาเมียร์ นาสรี่, ยาย่า ตูเร่ รวมถึง แฟร์นันดินโญ่ สำหรับแนวรุกมี เซร์คิโอ อเกโร่ เป็นดาวยิงประจำทีมอยู่แล้ว และมี ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เป็นตัวริมเส้น ทว่า แมนฯ ซิตี้ ทำผลงานในช่วงฤดูกาล 2015/2016 ได้ไม่น่าประทับใจเสียเท่าไรนัก แม้จะมีถ้วยรางวัลติดมือจากการคว้าแชมป์ลีก คัพ ได้สำเร็จ แต่กลับจบด้วยอันดับ 4 บนตารางคะแนนแบบไม่มีลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในช่วงซีซั่นดังกล่าว


"เดอ บรอยน์" ผู้ยืนหยัดบนความเปลี่ยนของทัพเรือใบ
"เดอ บรอยน์" ผู้ยืนหยัดบนความเปลี่ยนของทัพเรือใบ

ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" ตัดสินใจเปลี่ยนตัวกุนซือมาเป็น "เป๊ป" โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า ยอดโค้ชชาวสเปนที่ได้ก้าวเท้าเข้ามารับงานคุมทีมในปี 2016 และได้พบกับความสำเร็จมาจนถึงยุคปัจจุบัน โดยกวาดแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 4 สมัย และคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยรายการต่างๆ ได้แบบต่อเนื่องเลยด้วย โดยมี เควิน เดอ บรอยน์ ยืนปักหลักในแดนกลางมาโดยตลอด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของตัวผู้เล่นตามนโยบายของกุนซือชาวเมืองกระทิงดุที่ได้ประกาศเอาไว้ชัดเจนว่า หากใครอยากย้ายทีมให้เดินมาบอกได้เลย จึงมีการปล่อยตัวนักเตะในยุคก่อนที่ เปเยกรินี่ จะถูกปลดจากเก้าอี้กุนซือออกไปแบบต่อเนื่องจนมาถึง แฟร์นันดินโญ่ กับ สเตอร์ลิ่ง ซึ่งเป็นอีก 2 รายที่ได้อยู่ปักหลักรับใช้สโมสรมานานกว่า เดอ บรอยน์ เสียด้วยซ้ำ แต่ว่าถึงเวลาที่้ต้องแยกทางกันเมื่อช่วงหลังจบฤดูกาล 2021/2022 นั่นเอง และยังคงมีการลงทุนซื้อผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสริมทัพแบบต่อเนื่องเพื่อให้เข้ามาแทนที่ของพวกดาวดังที่จากไปนั่นเอง


เท่ากับว่า เดอ บรอยน์ กลายเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ยังคงหลงเหลือมาจากทีมในยุคของ เปเยกรินี่ และพร้อมอยู่ปักหลักค้าแข้งกับ "เรือใบสีฟ้า" ต่อไปแบบยาวๆ เลยด้วย เพราะยังคงมีสัญญากับสโมสรจนถึงปี 2025 โน้นเลย เพื่ออยู่ช่วยนำทีมต้นสังกัดไปถึงเป้าหมายสูงสุดให้ได้เสียที นั่นก็คือการยึดบัลลังก์ "เจ้าสโมสรยุุโรป" ในฐานะแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งได้ไขว่คว้ามานานแล้ว แต่ว่ายังไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางเหมือนอย่างที่ฝันเอาไว้ แม้จะเคยทะยานผ่านเข้าถึงนัดชิงมาแล้วหนึ่งครั้งในช่วงฤดูกาล 2020/2021 แต่ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่สวมบท "พระรอง" เพราะเป็นฝ่ายพลาดท่าแพ้ เชลซี ด้วยสกอร์ 0-1 จึงต้องพบกับความผิดหวังจากกที่ต้องจำใจรับตำแหน่งรองแชมป์เท่านั้น และต้องเตรียมตัวตามล่าความฝันสูงสุดในช่วงฤดูกาลใหม่ 2022/2023 กันต่อไป


"เดอ บรอยน์" ผู้ยืนหยัดบนความเปลี่ยนของทัพเรือใบ
"เดอ บรอยน์" ผู้ยืนหยัดบนความเปลี่ยนของทัพเรือใบ

ทั้งนี้ดาวเตะวัย 31 ปีได้จารึกชื่อเป็นหนึ่งในตำนานนักเตะของ "เรือใบสีฟ้า" ไปแล้วด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จกับสโมสรเป็นอย่างมาก โดยเคยคว้าแชมป์รายการใหญ่บนเกาะอังกฤษได้ครบทุกใบเลย ไล่ตั้งแต่ แชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย และแชมป์ลีก คัพ มากถึง 5 สมัยเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังได้รับเลือกให้คว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของศึกพรีเมียร์ลีกมาแล้วถึง 2 สมัย ซึ่งรวมถึงเมื่อช่วงฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย จึงพร้อมอยู่ช่วยกุนซือ "เป๊ป" ในการตามล่าถ้วยแชมป์ในช่วงซีซั่นหน่าต่อไปอย่างแน่นอน เพราะยังคงเป็นตัวหลักในแดนกลางตามตำแหน่งของ "จอมทัพ" เหมือนเช่นเคย และเตรียมประสานงานกับ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ดาวยิงจอมถล่มตาข่ายคนใหม่เพื่อจ่ายบอลให้ยิงประตูได้เลยด้วย


แม้ว่า "เรือใบสีฟ้า" จะมีความเปลี่นแปลงเกิดขึ้นมากมายแบบต่อเนื่องเลย โดยเฉพาะเรื่องของตัวผู้เล่นที่มีการย้ายเข้าแล้วย้ายออกกันจนกลายเป็น "วัฎจักร" ตามปกติอยู่แล้ว แต่ว่า เดอ บรอยน์ ยังคงพร้อมยืนหยัดรับใช้ทีมต้นสังกัดปัจจุบันต่อไป เพื่อออกไปช่วยตามล่าเป้าหมายหลักในเรื่องของความสำเร็จ นั่นก็คือการยึดบัลลังก์ "เจ้าสโมสรยุโรป" ซึ่งยังคงเป็นฝันสูงสุดให้กลายเป็นความจริงเสียที


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ฟุตบอล และ EPL

ดู 15 ครั้ง