หมวดหมู่

บทความที่แนะนำ

คุณอาจชอบ

"ปืนใหญ่" บนเส้นทางที่ยังไปไม่ถึงจุดเดิม

นับตั้งแต่ อาร์แซน เวนเกอร์ ยอดกุนซือชาวฝรั่งเศสตัดสินใจก้าวเท้าลงจากตำแหน่งกุนซือ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ในปี 2018 หลังจากนั้นทีมลูกหนังแห่งถิ่นลอนดอนเหนือก็ไม่เคยยึดพื้นที่ 4 อันดับแรกในกลุ่ม "ท็อปโฟร์" บนหัวตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกได้อีกเลย และไม่ได้ไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรป นั่นก็คือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เหมือนอย่างที่เคยเป็น "ขาประจำ" มาก่อนอีกต่างหาก แม้จะยังคงพยายามหวนกลับคืนสู่จุดหมายปลายทางที่คุ้นเคยให้ได้อีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถไปถึงเดิมที่วางเอาไว้มาหลายปีแล้วได้เสียที


"ปืนใหญ่" บนเส้นทางที่ยังไปไม่ถึงจุดเดิม
"ปืนใหญ่" บนเส้นทางที่ยังไปไม่ถึงจุดเดิม

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน อาร์แซน เวนเกอร์ ได้ขอโบกมืออำลา อาร์เซนอล เพื่อเปิดทางให้มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ได้แล้ว หลังจากที่อยู่ปักหลักทำหน้าที่คุมทีมมานานถึง 22 ปีเลยทีเดียว นับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามารับงานคุมทีมเมื่อปี 1996 ในช่วงสมัยที่ยังใช้ไฮบิวรี่ สเตเดี้ยม เป็นสนามในเกมนัดเหย้าอยู่เลยด้วย ก่อนจะย้ายมาปักหลักอยู่ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในช่วงหลังก่อสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา และยังคงได้จารึกชื่อเป็นกุนซือที่อยู่คุมทีมต้นสังกัดแบบยาวนานที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีกจนถึงปัจจุบันนี้เลยด้วย แม้ว่ายอดกุนซือชาวฝรั่งเศสจะเคยเนรมิตความสำเร็จให้กับสโมสรเอาไว้มากมายเลย โดยเฉพาะการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีได้ถึง 3 สมัย และกวาดแชมป์เอฟเอ คัพ ได้มากถึง 7 ครั้งเลยทีเดียว แต่ว่าในช่วงนั้นได้หลุดจากกลุ่ม "ท็อปโฟร์" ใน 4 อันดับแรก จึงชวดคว้าสิทธิ์ไปฟาดแข้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มาแล้วถึง 2 ซีซั่นนั่นเอง โดยครั้งสุดท้ายที่ได้ไปเล่นในถ้วยใบใหญ่สุดของทวีปก็คือในช่วงฤดูกาล 2016/2017 หรือเรียกว่าห่างหายมานานถึง 5 ปีแล้วจนถึงปัจจุบันเลยนั่นเอง


ทำให้ "ปืนใหญ่" ตัดสินใจเลือก อูไน เอเมรี่ โค้ชชาวสเปนให้เข้ามาสวมบทเป็นนายใหญ่แห่งถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์ ซึ่งได้ก้าวเท้าลงจากตำแหน่งในช่วงปี 2018 เพราะเชื่อมั่นในประสบการณ์ของโค้ชชาวเมืองกระทิงดุที่เคยผ่านงานคุมทีมลูกหนังระดับหัวแถวมาก่อน โดยเฉพาะตอนสมัยที่คุมทัพ เซบีญ่า ทีมดังในบ้านเกิดเข้าป้ายแชมป์ยูฟ่า ยูโรปาลีก ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน จึงได้รับสมญานามให้เป็น "เจ้าพ่อยูโรปาลีก" ในฐานะกุนซือที่ถ้วยแชมป์รายการนี้ได้มากที่สุดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงเมื่อช่วงปี 2021 จากการนำทัพ "เรือดำน้ำ" บียาร์เรอัล คว้าแชมป์ถ้วยใบนี้ได้อีกหนึ่งสมัยด้วย และเคยผ่านงานคุมทัพ "เปแอสเช" ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมมหาเศรษฐีแห่งศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส มาก่อนด้วย เพื่อให้ช่วยสานต่อภาระกิจหลัก นั่นก็คือการหวนกลับไปยึดพื้นที่ 4 อันดับแรกในกลุ่ม "ท็อปโฟร์" บนหัวตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกให้ได้อีกครั้ง เพราะว่าอยากจะกลับไปฟาดแข้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เหมือนอย่างที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีมาก่อน


ในช่วงฤดูกาล 2018/2019 เอเมรี่ สามารถนำทัพ "ปืนใหญ่" ซึ่งตอนนั้นมีตัวชูโรงอย่าง เมซุต โอซิล, เฮนริค มคิทาร์ยาน, อารอน แรมซี่ย์, อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ รวมถึง ปิแอร์ เอเมริก โอบาเมยอง ให้เกาะกลุ่มอยู่บนหัวตารางคะแนนได้ตลอดเลย แต่ดันเกิดอาการฟอร์มหลุดในช่วงท้ายซีซั่นนั้น จึงโดน "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ทีมคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอนแซงหน้าขึ้นไปยึดอันดับ 4 และต้องจำใจหล่นลงมาจบด้วยอันดับ 5 ไปแบบน่าเจ็บใจเหลือเกิน แม้จะมีโอกาสได้ลุ้นใช้โควตาจากการคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรปาลีก เพื่อเป็นหนทางไปสู่การหวนกลับไปโชว์ฝีเท้าในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ให้ได้อีกครั้ง เพราะสามารถทะลุผ่านเข้าสู่นัดชิงได้ด้วยนั่นเอง แต่กลับพลาดท่าแพ้ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ไปแบบยับเยินถึง 1-4 และต้องจำใจสวมบท "พระรอง" ในฐานะรองแชมป์ไปเลยด้วย เท่ากับว่า อาร์เซนอล ภายใต้การคุมทัพของโค้ชชาวสเปนในช่วงฤดูกาลแรกต้องพบกับความว่างเปล่า หลังจากที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ได้เลย


เมื่อเข้าสู่ฤดูกาล 2019/2020 เอเมรี่ ได้นำทัพ "ปืนใหญ่" โชว์ฟอร์มในช่วงออกสตาร์ทได้ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย จึงถูกปลดอออกจากตำแหน่งนายใหญ่แห่งถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในช่วงปลายปี 2019 เพื่อเปิดทางให้ มิเกล อาร์เตต้า อดีตกองกลางทีมชาติสเปนที่เคยค้าแข้งกับ อาร์เซนอล ระหว่างปี 2011-2016 ได้หวนกลับมาคุมทีมเก่าในช่วงปลายปีนั้นเลยด้วย แม้จะไม่เคยสวมบทเป็นกุนซือแบบเต็มตัวมาก่อน แต่ว่าได้ศึกษาวิชาคุมทีมมาจาก "เป๊ป" โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า ยอดโค้ชชาวสเปนมาแบบเต็มๆ เพราะว่าเคยทำหน้าที่เป็นมือขวาในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ระหว่างปี 2016-2019 มาก่อนนั่นเอง แม้จะพาทีมจบซีซั่นนั้นด้วยอันดับ 8 ซึ่งไม่ได้ใกล้เคียงกับการหวนคืนสู่พื้นที่ "ท็อปโฟร์" ใน 4 อันดับแรกเลยด้วยซ้ำ แต่ว่ามีความสำเร็จติดไม้ติดมือจากการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในช่วงหลังเป็นฝ่ายคว้าชัยจากเกมนัดชิงที่สามารถเฉือนชนะ เชลซี ทีมคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอนด้วยสกอร์ 2-1


ด้วยเหตุนี้ อาร์เตต้า จึงกลายเป็นความหวังใหม่ของ อาร์เซนอล ในฐานะผู้กอบกู้ทีมให้ได้หวนกลับไปโชว์ฝีเท้าในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกครั้ง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูกาล 2020/2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ให้โค้ชหนุ่มไฟแรงชาวสเปนได้โชว์ฝีมือจากการทำหน้าที่คุมทีมแบบเต็มซีซั่นไปเลย ปรากฎว่า อาร์เตต้า กลับทำผลงานในช่วงออกสตาร์ทได้ไม่น่าประทับใจเลย จึงต้องลงเอยด้วยอันดับ 8 ในศึกพรีเมียร์ลีก และไม่ได้สิทธิ์ไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลสโมสรแม้แต่รายการเดียวเป็นครั้งแรกในรอบ 20 กว่าปีเลยด้วย ทำให้แฟนบอล "ปืนใหญ่" ไม่ปลื้มในฝีไม้ลายมือของกุนซือชาวเมืองกระทิงดุเสียแล้ว และมีการเรียกร้องให้ปลดออกจากตำแหน่งไปเลยด้วย แต่ว่าบอร์ดบริหารสโมสรยังคงไว้วางใจให้อยู่ทำหน้าที่คุมทีมต่อไปเหมือนเดิม


ส่วนในช่วงฤดูกาล 2021/2022 หรือในช่วงซีซั่นที่เพิ่งผ่านพ้นไป แม้ว่า อาร์เตต้า จะเน้นการสร้างทีมยุคใหม่ด้วยการพวกผู้เล่นหน้าหนุ่มไฟแรง โดยเฉพาะพวกนักเตะในแผงแนวรุก ไม่ว่าจะเป็น มาร์ติน โอเดการ์ด, บูกาโย่ ซาก้า, เอมิล สมิธ โรว์ รวมถึง กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ แต่ว่าผลงานของ "ปืนใหญ่" กลับเริ่มไปในทิศทางที่มีอนาคต เพราะทำผลงานได้น่าประทับใจในหลายๆ เกม และสามารถวนเวียนกลับขึ้นไปเกาะกลุ่ม "ท็อปโฟร์" บนหัวตารางคะแนนได้ด้วย แต่ว่าขาดความคงเส้นคงวาในช่วงท้ายๆ จึงต้องจบด้วยอันดับ 5 อีกครั้ง เพราะว่าโดน ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ แซงหน้าเข้าป้ายอันดับ 5 นั่นเอง ทำให้ อาร์เซนอล ต้องชวดคว้าสิทธิ์ไปฟาดแข้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นปีที่ 5 ติดต่อกันจนได้ แต่ว่าได้กลับไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลสโมสรยุโรปอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามโควตาของถ้วยยูฟ่า ยูโรปาลีก ในฐานะถ้วยเบอร์ 2 ของทวีปยุโรปนั่นเอง


หลังจากนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า อาร์เซนอล จะสามารถหวนกลับคืนจุดปลายที่คุ้นเคยได้อีกครั้งหรือไม่ เพราะว่าไม่สามารถหวนกลับไปเกาะกลุ่ม "ท็อปโฟร์" ใน 4 อันดับแรกได้เสียที จึงไม่ได้กลับไปเล่นในศึกฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรปเหมือนอย่างที่หวังเอาไว้มานานหลายปีแล้ว แต่ว่า อาร์เตต้า ยังคงพร้อมนำทัพ "ปืนใหญ่" ก้าวเดินต่อไปในช่วงฤดูกาลหน้า เพื่อจะได้หวนกลับคืนสู่จุดเดิมเหมือนอย่างที่ตั้งเป้าเอาไว้นานแล้ว แต่ว่ายังไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางเดิมเสียที ทำให้เหล่าสาวก "เดอะกันเนอร์ส" ยังคงต้องอดทนรอคอยกันต่อไปเสียก่อน


บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ฟุตบอล และ EPL

ดู 45 ครั้ง